บทที่2 มาเพื่อหนุนหลังนาง
by อี้อี้
03:17,Mar 13,2022
มีคนบอกว่าเห็นองค์รัชทายาทกับคุณหนูสามจวนสกุลซูพลอดรักกัน บ้างก็บอกว่าความรักระหว่างองค์รัชทายาทกับคุณหนูสามจวนสกุลซูนั้นร้อนแรงเหลือเกิน ครั้นคุณหนูสามจวนสกุลซูบาดเจ็บ พระองค์ได้เชิญท่านหมอให้มารักษาที่จวน
อย่างไรเสีย เรื่องเล่าล้วนมีมูลเหตุทั้งนั้น จะให้ไม่เชื่อก็คงยาก
แต่ทว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับเชื้อพระวงศ์ จึงไม่มีใครกล้าที่จะเอ่ยถึงอย่างเปิดเผย
ว่ากันว่าผู้ติดตามที่มายังจวนสกุลซูกับท่านหมอนั้น ด้วยท่านหมอเกรงว่าจะสร้างปัญหาในภายหลัง จึงให้หนีออกจากเมืองหลวงไปภายในคืนนั้นเลย
เดิมทีเรื่องซูหนิงซีคิดฆ่าตัวตาย ฝ่าบาทได้สั่งให้ปิดเรื่องนี้ไว้ แต่พอเรื่องของไป๋หลีเหิงและซูหนิงซานหลุดออกมา เรื่องที่ว่าซูหนิงซีถูกความสัมพันธ์ของทั้งสองบีบให้คิดสั้นนั้นก็ไม่รู้ว่าหลุดออกมาด้วยได้อย่างไร
ณ จวนท่านแม่ทัพ
ท่าทีของซูหงเหว่ยดูเคร่งขรึม แต่นางเฉียวและซูหนิงซานกลับดูภาคภูมิใจเหลือเกิน
“นายท่าน ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนปล่อยข่าวออกไป แต่กลับเป็นผลดีต่อเรานะเจ้าคะ”
นางเฉียวยิ้มพลางมองไปยังซูหงเหว่ย“เดิมทีฝ่าบาทลังเลใจที่จะยกเลิกการอภิเษกขององค์รัชทายาทและคุณหนูใหญ่ ด้วยเห็นแก่ฮูหยินคนก่อน แต่เพราะองค์รัชทายาททรงพอพระทัยในซานเอ๋อร์ของเรา อีกไม่นานคงได้ยกเลิกการแต่งงานเป็นแน่”
“ฮูหยิน”ที่นางกล่าว คือฮูหยินที่แต่งงานกับซูหงเหว่ยตามธรรมเนียม ฮูหยินผู้ล่วงลับซึ่งเป็นมารดาของซูหนิงซี
นางเฉียว แต่งงานกับซูหงเหว่ยหลังจากที่ฮูหยินซูคนก่อนจากไป
“ข้าเกรงว่าหนิงซีจะรับไม่ไหว”
ซูหงเหว่ยกล่าวด้วยความลังเลใจ
เมื่อสองวันก่อนเนื่องจากไป๋หลี่เหิงปฏิเสธการอภิเษก นางจึงคิดกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย หากการแต่งงานถูกยกเลิกเข้าอีก นางจะไม่คิดฆ่าตัวตายอีกหรือ
“นายท่านจะกลัวอะไร?นังเด็กสารเลวนี่ดวงแข็งขนาดไหน กระโดดลงไปในน้ำยังรอดมาได้ แค่หมดสติไปวันเดียวก็ลุกขึ้นมาร่าเริงแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเราก็ไม่ต้องบอกความจริงนาง แค่นี้ก็ไม่ต้องกลัวว่านางจะก่อเรื่องแล้ว”
นางเฉียวกล่าว
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น พ่อบ้านก็รีบวิ่งมาแจ้ง“นายท่าน องค์รัชทายาทมาถึงแล้ว”
ซูหนิงซานลุกขึ้นดีใจ “เหิงเกอเกอ[1]จะต้องมาเพื่อแจ้งเป็นแน่ ว่าฝ่าบาททรงยกเลิกการแต่งงานแล้ว!”
ยังไม่ทันได้ดีใจเท่าไหร่ เมื่อพ่อบ้านได้ยินจึงรีบกล่าวว่า“แต่ว่า เซ่อเจิ้งอ๋อง[2]มาด้วยขอรับ!”
พ่อบ้านรีบก้มหัวลงด้วยความกลัว
“อะไรนะ?!”
ซูหงเหว่ยขมวดคิ้ว นางเฉียวเองก็รู้สึกกังวล “เซ่อเจิ้งอ๋องกับเราไม่เคยข้องเกี่ยวกัน ครั้งนี้มาด้วยเหตุอันใด?”
ทันทีที่พูดจบ เซ่อเจิ้งอ๋องไป๋หลี่จิ่นเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เบื้องหลังตามมาด้วยไป๋หลี่เหิงที่มีทีท่ามัวหมอง
“คารวะเซ่อเจิ้งอ๋อง……”
ซูหงเหว่ยรีบพานางเฉียว บุตรี รวมถึงบ่าวรับใช้รีบมาคารวะไป๋หลี่จี่น
ไป๋หลี่จิ่นเหลือบมองด้วยสายตาเย็นชา ก่อนนั่งลง “ลุกขึ้นเถิด”
ซูหงเหว่ยไม่แน่ใจถึงการมาครั้งนี้ของไป๋หลี่จิ่น จึงส่งสัญญาณให้ซูหนิงซานไปถามไป๋หลี่เหิง
ในขณะนั้น ไป๋หลี่เหิงที่กำลังก้มหน้าด้วยความขุ่นเคือง จะเห็นถึงการขยับเขยื่อนของซูหนิงซานได้อย่างไร
แต่เด็กจนโต ผู้ที่เขาเกรงกลัวที่สุดก็คือเซ่อเจิ้งอ๋องท่านอาเจ็ดนั่นเอง
ฝ่าบาทองค์ก่อนมีบุตรทั้งหมดเก้าพระองค์ องค์ชายใหญ่และอ๋องเจ็ดเป็นบุตรของหวงโฮ่วองค์ก่อน ด้วยสองพี่น้องอายุต่างกันเป็นอย่างมาก ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันทรงดูแลและวางใจในตัวอ๋องเจ็ดเป็นอย่างมาก ไป๋หลี่เหิงเคยแอบคิดในใจว่าฝ่าบาททรงเห็นไป๋หลี่จิ่นเป็นบุตรอีกคน
ด้วยลำดับความสำคัญ บุตรชายแท้ๆคนนี้ยังห่างไกลนัก
ไป๋หลี่จิ่นอายุห่างจากเขาเพียงสิบปี แต่ทุกครั้งที่เห็น ไป๋หลี่เหิงมักรู้สึกกดดันเสมอ และนั่นมักทำให้เขาประหม่า
ไม่แปลกใจที่ไป๋หลี่เหิงจะไม่ทะเยอทะยาน ผู้แข็งแกร่งในสนามรบอย่างซูหงเหว่ยนั้น เมื่อเผชิญหน้าไป๋หลี่จิ่นยังต้องประหม่าจนเหงื่อตก
ไม่ต้องเอ่ยถึงนางเฉียวและคนอื่นๆ ที่ประหม่าจนเหงื่อตกกันไปหมดแล้ว
“ไม่รู้มาก่อนว่าท่านอ๋องจะเสด็จ ข้าน้อยไม่ได้ออกไปต้อนรับ หวังว่าท่านอ๋องจะไม่กล่าวโทษ”
ซูหงเหว่ยกล่าวด้วยความนอบน้อม
“ไม่เป็นไร”
ไป๋หลี่จิ่นโบกมือเบาๆ“ ข้าได้ยินมาว่า องค์รัชทายาทรงทำความผิดต่อตระกูลซู ทำร้ายจิตใจคุณหนูใหญ่ ครั้งนี้จึงมาเพื่อขออภัย”
ในขณะที่เฮยเย่าก้มหน้าอยู่นั้น พลางกลั้นยิ้มบ่นในใจเงียบๆ:ท่านอ๋องก็พูดไป เห็นอยู่ว่าคนทำผิด ตั้งใจมาเพื่อหนุนหลัง ยังจะแสร้งทำเป็นหมาป่าหางโตอีก[3]
เมื่อเห็นไป๋หลี่เหิงทุกข์ทน เพื่อให้เขาพอใจ นางเฉียวกล่าวอธิบายด้วยความอาจหาญ “ท่านอ๋องทรงพูดเป็นเล่นไป ทว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในจวน มิบังอาจให้ท่านอ๋องได้กล่าวถึง ”
“ข้าไม่รู้เลยว่า เรื่องขององค์รัชทายาทเป็นเรื่องในจวนของเจ้าไปเสียแล้ว?”
ไป๋หลี่จิ่นกะพริบตาเล็กน้อย ดวงตาฉายแววพิฆาต “เมื่อครู่ เจ้าเรียกคุณหนูใหญ่ว่า‘นังเด็กสารเลว’……”
ไป๋หลี่จิ่นยิ้มเยาะด้วยความเย็นชา จากนั้นหันไปหาไป๋หลี่เหิง “องค์รัชทายาท เจ้าว่า ดูถูกพระชายาองค์รัชทายาทมีความผิดอย่างไร?”
ไป๋หลี่เหิงตะลึงงัน ภายใต้ใบหน้าซีดเซียวของนางเฉียว เขารีบก้มหัวลงแล้วตอบว่า“โทษสถานเบาตบปาก โทษสถานหนักโบยพ่ะย่ะค่ะ”
คราวนี้ ซูหงเหว่ยกลับมามีสติอีกครั้ง รีบอ้อนวอนแทนนางเฉียว “ท่านอ๋องโปรดประทานอภัย!”
“เจ้าพยายามช่วยคนผิดหรือ?”
ไป๋หลี่จิ่นขมวดคิ้วสีหน้าไม่พอใจ
“ข้าน้อยมิบังอาจ……”
“งั้นเจ้ามัวรออะไรอยู่?”
คิ้วของไป๋หลี่จิ่นคลายลง มุมปากยกขึ้น“ในเมื่อท่านแม่ทัพร้องขอ งั้นข้าจะลงโทษด้วยการตบปากยี่สิบครั้ง!”
ตบปากยี่สิบครั้ง?!
นี่กะว่าจะตบจนหน้ากลายเป็นหมูหรือไร!
นางเฉียวขาอ่อนหน้าซีดทรุดตัวลงอยู่กับพื้น อยากจะขอร้องแต่กลับพูดไม่ออก
ไป๋หลี่เหิงอดทนต่อไปไม่ไหว อยากจะปกป้องซูหนิงซานและนางเฉียว จึงรีบกล่าวว่า “เสด็จอาเจ็ด ข้ากับซูหนิงซียังไม่ได้แต่งงานกัน จะนับว่านางเป็นพระชายาได้อย่างไร?เสด็จอาเจ็ดลงโทษเช่นนี้หนักเกินไปแล้ว”
“องค์รัชทายาท นี่เจ้ากำลังสงสัยในการตัดสินใจของข้าหรือ?”
ทุกคนในที่นั้นต่างได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจของไป๋หลี่จิ่น ความกดดันปกคลุมไปทั่วพื้นที่ สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ต่างทำให้รับรู้ได้ถึงความตึงเครียดที่มาถึง
ทุกคนต่างไม่กล้าที่จะเอ่ยปาก เกรงว่าจะกลายเป็นหาเรื่องเข้าตัว
ภายใต้แรงกดดันอันหนักหน่วง ไป๋หลี่เหิงประหม่าจนเหงื่อท่วมกาย เขากัดฟันตอบกลับไปว่า“หลานมิบังอาจ”
“งั้นยังจะรออะไรอยู่?ทหาร ลงโทษ!”
ไป๋หลี่จิ่นโบกมือหนึ่งครั้ง เฮยเย่าผู้อยู่เบื้องหลังก้าวออกมา เอ่ยต่อนางเฉียวด้วยความสุภาพ“ฮูหยินซู ล่วงเกินแล้ว”
มือของเฮยเย่าที่ผ่านการฝึกวรยุทธมานั้น หากว่าให้มาตบปาก เมื่อตบครบยี่สิบครั้ง หน้าของนางเฉียวเกรงว่าจะไม่ได้กลายเป็นแค่เพียงหัวหมูเท่านั้น แต่จะกลายเป็นถูกตบจนตายแทนเสียมากกว่า
ซูหงเหว่ยไม่รู้ว่านางเฉียวไปล่วงเกินอะไรท่านอ๋อง แต่เวลานี้สำคัญที่สุดคือรีบร้องขอความเมตตา
“ท่านอ๋องโปรดอภัยโทษ!ฮูหยินช่างโง๋เขลา!ขอท่านอ๋องทรงอนุญาตให้ข้าได้เป็นคนลงมือเองด้วยเถิด ให้ผู้หญิงโง่เง่านี่ได้จดจำเอาไว้”
ไป๋หลี่จิ่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่มิได้ปฏิเสธ “ได้”
เมื่อเห็นซูหงเหว่ยเดินเข้ามาทีละก้าว นางเฉียวตื่นตระหนกจนหน้าซีด อ้อนวอนร้องขอความเมตตา “นายท่าน!ข้าผิดไปแล้ว นายท่าน!”
เชิงอรรถ
[1] เกอเกอ ใช้เรียกผู้ชายที่มีอายุมากกว่า
[2] เซ่อเจิ้งอ๋อง หรือเซ่อเจิ้งหวัง คือองค์ชายผู้มีหน้าที่สำเร็จราชการแทนหรือช่วยบริหารบ้านเมืองแทนกษัตริย์
[3] หมาป่าหางโต เป็นสำนวน หมายถึงหมาป่าอวดหาง เพราะกลัวคนอื่นจะมองข้ามหรือมองไม่เห็นตน
อย่างไรเสีย เรื่องเล่าล้วนมีมูลเหตุทั้งนั้น จะให้ไม่เชื่อก็คงยาก
แต่ทว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับเชื้อพระวงศ์ จึงไม่มีใครกล้าที่จะเอ่ยถึงอย่างเปิดเผย
ว่ากันว่าผู้ติดตามที่มายังจวนสกุลซูกับท่านหมอนั้น ด้วยท่านหมอเกรงว่าจะสร้างปัญหาในภายหลัง จึงให้หนีออกจากเมืองหลวงไปภายในคืนนั้นเลย
เดิมทีเรื่องซูหนิงซีคิดฆ่าตัวตาย ฝ่าบาทได้สั่งให้ปิดเรื่องนี้ไว้ แต่พอเรื่องของไป๋หลีเหิงและซูหนิงซานหลุดออกมา เรื่องที่ว่าซูหนิงซีถูกความสัมพันธ์ของทั้งสองบีบให้คิดสั้นนั้นก็ไม่รู้ว่าหลุดออกมาด้วยได้อย่างไร
ณ จวนท่านแม่ทัพ
ท่าทีของซูหงเหว่ยดูเคร่งขรึม แต่นางเฉียวและซูหนิงซานกลับดูภาคภูมิใจเหลือเกิน
“นายท่าน ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนปล่อยข่าวออกไป แต่กลับเป็นผลดีต่อเรานะเจ้าคะ”
นางเฉียวยิ้มพลางมองไปยังซูหงเหว่ย“เดิมทีฝ่าบาทลังเลใจที่จะยกเลิกการอภิเษกขององค์รัชทายาทและคุณหนูใหญ่ ด้วยเห็นแก่ฮูหยินคนก่อน แต่เพราะองค์รัชทายาททรงพอพระทัยในซานเอ๋อร์ของเรา อีกไม่นานคงได้ยกเลิกการแต่งงานเป็นแน่”
“ฮูหยิน”ที่นางกล่าว คือฮูหยินที่แต่งงานกับซูหงเหว่ยตามธรรมเนียม ฮูหยินผู้ล่วงลับซึ่งเป็นมารดาของซูหนิงซี
นางเฉียว แต่งงานกับซูหงเหว่ยหลังจากที่ฮูหยินซูคนก่อนจากไป
“ข้าเกรงว่าหนิงซีจะรับไม่ไหว”
ซูหงเหว่ยกล่าวด้วยความลังเลใจ
เมื่อสองวันก่อนเนื่องจากไป๋หลี่เหิงปฏิเสธการอภิเษก นางจึงคิดกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย หากการแต่งงานถูกยกเลิกเข้าอีก นางจะไม่คิดฆ่าตัวตายอีกหรือ
“นายท่านจะกลัวอะไร?นังเด็กสารเลวนี่ดวงแข็งขนาดไหน กระโดดลงไปในน้ำยังรอดมาได้ แค่หมดสติไปวันเดียวก็ลุกขึ้นมาร่าเริงแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเราก็ไม่ต้องบอกความจริงนาง แค่นี้ก็ไม่ต้องกลัวว่านางจะก่อเรื่องแล้ว”
นางเฉียวกล่าว
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น พ่อบ้านก็รีบวิ่งมาแจ้ง“นายท่าน องค์รัชทายาทมาถึงแล้ว”
ซูหนิงซานลุกขึ้นดีใจ “เหิงเกอเกอ[1]จะต้องมาเพื่อแจ้งเป็นแน่ ว่าฝ่าบาททรงยกเลิกการแต่งงานแล้ว!”
ยังไม่ทันได้ดีใจเท่าไหร่ เมื่อพ่อบ้านได้ยินจึงรีบกล่าวว่า“แต่ว่า เซ่อเจิ้งอ๋อง[2]มาด้วยขอรับ!”
พ่อบ้านรีบก้มหัวลงด้วยความกลัว
“อะไรนะ?!”
ซูหงเหว่ยขมวดคิ้ว นางเฉียวเองก็รู้สึกกังวล “เซ่อเจิ้งอ๋องกับเราไม่เคยข้องเกี่ยวกัน ครั้งนี้มาด้วยเหตุอันใด?”
ทันทีที่พูดจบ เซ่อเจิ้งอ๋องไป๋หลี่จิ่นเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เบื้องหลังตามมาด้วยไป๋หลี่เหิงที่มีทีท่ามัวหมอง
“คารวะเซ่อเจิ้งอ๋อง……”
ซูหงเหว่ยรีบพานางเฉียว บุตรี รวมถึงบ่าวรับใช้รีบมาคารวะไป๋หลี่จี่น
ไป๋หลี่จิ่นเหลือบมองด้วยสายตาเย็นชา ก่อนนั่งลง “ลุกขึ้นเถิด”
ซูหงเหว่ยไม่แน่ใจถึงการมาครั้งนี้ของไป๋หลี่จิ่น จึงส่งสัญญาณให้ซูหนิงซานไปถามไป๋หลี่เหิง
ในขณะนั้น ไป๋หลี่เหิงที่กำลังก้มหน้าด้วยความขุ่นเคือง จะเห็นถึงการขยับเขยื่อนของซูหนิงซานได้อย่างไร
แต่เด็กจนโต ผู้ที่เขาเกรงกลัวที่สุดก็คือเซ่อเจิ้งอ๋องท่านอาเจ็ดนั่นเอง
ฝ่าบาทองค์ก่อนมีบุตรทั้งหมดเก้าพระองค์ องค์ชายใหญ่และอ๋องเจ็ดเป็นบุตรของหวงโฮ่วองค์ก่อน ด้วยสองพี่น้องอายุต่างกันเป็นอย่างมาก ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันทรงดูแลและวางใจในตัวอ๋องเจ็ดเป็นอย่างมาก ไป๋หลี่เหิงเคยแอบคิดในใจว่าฝ่าบาททรงเห็นไป๋หลี่จิ่นเป็นบุตรอีกคน
ด้วยลำดับความสำคัญ บุตรชายแท้ๆคนนี้ยังห่างไกลนัก
ไป๋หลี่จิ่นอายุห่างจากเขาเพียงสิบปี แต่ทุกครั้งที่เห็น ไป๋หลี่เหิงมักรู้สึกกดดันเสมอ และนั่นมักทำให้เขาประหม่า
ไม่แปลกใจที่ไป๋หลี่เหิงจะไม่ทะเยอทะยาน ผู้แข็งแกร่งในสนามรบอย่างซูหงเหว่ยนั้น เมื่อเผชิญหน้าไป๋หลี่จิ่นยังต้องประหม่าจนเหงื่อตก
ไม่ต้องเอ่ยถึงนางเฉียวและคนอื่นๆ ที่ประหม่าจนเหงื่อตกกันไปหมดแล้ว
“ไม่รู้มาก่อนว่าท่านอ๋องจะเสด็จ ข้าน้อยไม่ได้ออกไปต้อนรับ หวังว่าท่านอ๋องจะไม่กล่าวโทษ”
ซูหงเหว่ยกล่าวด้วยความนอบน้อม
“ไม่เป็นไร”
ไป๋หลี่จิ่นโบกมือเบาๆ“ ข้าได้ยินมาว่า องค์รัชทายาทรงทำความผิดต่อตระกูลซู ทำร้ายจิตใจคุณหนูใหญ่ ครั้งนี้จึงมาเพื่อขออภัย”
ในขณะที่เฮยเย่าก้มหน้าอยู่นั้น พลางกลั้นยิ้มบ่นในใจเงียบๆ:ท่านอ๋องก็พูดไป เห็นอยู่ว่าคนทำผิด ตั้งใจมาเพื่อหนุนหลัง ยังจะแสร้งทำเป็นหมาป่าหางโตอีก[3]
เมื่อเห็นไป๋หลี่เหิงทุกข์ทน เพื่อให้เขาพอใจ นางเฉียวกล่าวอธิบายด้วยความอาจหาญ “ท่านอ๋องทรงพูดเป็นเล่นไป ทว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในจวน มิบังอาจให้ท่านอ๋องได้กล่าวถึง ”
“ข้าไม่รู้เลยว่า เรื่องขององค์รัชทายาทเป็นเรื่องในจวนของเจ้าไปเสียแล้ว?”
ไป๋หลี่จิ่นกะพริบตาเล็กน้อย ดวงตาฉายแววพิฆาต “เมื่อครู่ เจ้าเรียกคุณหนูใหญ่ว่า‘นังเด็กสารเลว’……”
ไป๋หลี่จิ่นยิ้มเยาะด้วยความเย็นชา จากนั้นหันไปหาไป๋หลี่เหิง “องค์รัชทายาท เจ้าว่า ดูถูกพระชายาองค์รัชทายาทมีความผิดอย่างไร?”
ไป๋หลี่เหิงตะลึงงัน ภายใต้ใบหน้าซีดเซียวของนางเฉียว เขารีบก้มหัวลงแล้วตอบว่า“โทษสถานเบาตบปาก โทษสถานหนักโบยพ่ะย่ะค่ะ”
คราวนี้ ซูหงเหว่ยกลับมามีสติอีกครั้ง รีบอ้อนวอนแทนนางเฉียว “ท่านอ๋องโปรดประทานอภัย!”
“เจ้าพยายามช่วยคนผิดหรือ?”
ไป๋หลี่จิ่นขมวดคิ้วสีหน้าไม่พอใจ
“ข้าน้อยมิบังอาจ……”
“งั้นเจ้ามัวรออะไรอยู่?”
คิ้วของไป๋หลี่จิ่นคลายลง มุมปากยกขึ้น“ในเมื่อท่านแม่ทัพร้องขอ งั้นข้าจะลงโทษด้วยการตบปากยี่สิบครั้ง!”
ตบปากยี่สิบครั้ง?!
นี่กะว่าจะตบจนหน้ากลายเป็นหมูหรือไร!
นางเฉียวขาอ่อนหน้าซีดทรุดตัวลงอยู่กับพื้น อยากจะขอร้องแต่กลับพูดไม่ออก
ไป๋หลี่เหิงอดทนต่อไปไม่ไหว อยากจะปกป้องซูหนิงซานและนางเฉียว จึงรีบกล่าวว่า “เสด็จอาเจ็ด ข้ากับซูหนิงซียังไม่ได้แต่งงานกัน จะนับว่านางเป็นพระชายาได้อย่างไร?เสด็จอาเจ็ดลงโทษเช่นนี้หนักเกินไปแล้ว”
“องค์รัชทายาท นี่เจ้ากำลังสงสัยในการตัดสินใจของข้าหรือ?”
ทุกคนในที่นั้นต่างได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจของไป๋หลี่จิ่น ความกดดันปกคลุมไปทั่วพื้นที่ สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ต่างทำให้รับรู้ได้ถึงความตึงเครียดที่มาถึง
ทุกคนต่างไม่กล้าที่จะเอ่ยปาก เกรงว่าจะกลายเป็นหาเรื่องเข้าตัว
ภายใต้แรงกดดันอันหนักหน่วง ไป๋หลี่เหิงประหม่าจนเหงื่อท่วมกาย เขากัดฟันตอบกลับไปว่า“หลานมิบังอาจ”
“งั้นยังจะรออะไรอยู่?ทหาร ลงโทษ!”
ไป๋หลี่จิ่นโบกมือหนึ่งครั้ง เฮยเย่าผู้อยู่เบื้องหลังก้าวออกมา เอ่ยต่อนางเฉียวด้วยความสุภาพ“ฮูหยินซู ล่วงเกินแล้ว”
มือของเฮยเย่าที่ผ่านการฝึกวรยุทธมานั้น หากว่าให้มาตบปาก เมื่อตบครบยี่สิบครั้ง หน้าของนางเฉียวเกรงว่าจะไม่ได้กลายเป็นแค่เพียงหัวหมูเท่านั้น แต่จะกลายเป็นถูกตบจนตายแทนเสียมากกว่า
ซูหงเหว่ยไม่รู้ว่านางเฉียวไปล่วงเกินอะไรท่านอ๋อง แต่เวลานี้สำคัญที่สุดคือรีบร้องขอความเมตตา
“ท่านอ๋องโปรดอภัยโทษ!ฮูหยินช่างโง๋เขลา!ขอท่านอ๋องทรงอนุญาตให้ข้าได้เป็นคนลงมือเองด้วยเถิด ให้ผู้หญิงโง่เง่านี่ได้จดจำเอาไว้”
ไป๋หลี่จิ่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่มิได้ปฏิเสธ “ได้”
เมื่อเห็นซูหงเหว่ยเดินเข้ามาทีละก้าว นางเฉียวตื่นตระหนกจนหน้าซีด อ้อนวอนร้องขอความเมตตา “นายท่าน!ข้าผิดไปแล้ว นายท่าน!”
เชิงอรรถ
[1] เกอเกอ ใช้เรียกผู้ชายที่มีอายุมากกว่า
[2] เซ่อเจิ้งอ๋อง หรือเซ่อเจิ้งหวัง คือองค์ชายผู้มีหน้าที่สำเร็จราชการแทนหรือช่วยบริหารบ้านเมืองแทนกษัตริย์
[3] หมาป่าหางโต เป็นสำนวน หมายถึงหมาป่าอวดหาง เพราะกลัวคนอื่นจะมองข้ามหรือมองไม่เห็นตน
HELLOTOOL SDN BHD © 2020 www.readmeapps.com All rights reserved