บทที่ 13 พิพากษาคดีชั้นสูงสุดหรือ?
by อี้อี้
17:26,Mar 13,2022
เมื่อเห็นว่าซูหนิงซีกลับมาแล้ว ซูหงเหว่ยทอดถอนหายใจอย่างเย็นชาพลางตะโกนออกคำสั่งกับบ่าวด้านนอกประตู "พวกเจ้า มัดคุณหนูใหญ่ให้ข้าเดี๋ยวนี้!"
ขณะซูหนิงซีกำลังก้าวผ่านธรณีประตู เท้าของนางหยุดชะงัก จากนั้นพวกบ่าวค่อยๆเดินเข้ามาใกล้
"ย่า! ท่านพ่อจะทำอะไรเจ้าคะ?"
หลิ่วเอ๋อร์เดินตามหลังซูหนิงซีด้วยสีหน้าประหม่า แต่เมื่อได้ยินเสียงของนางก็ทำราวกับว่าไม่ได้ใส่ใจ "ลูกเพิ่งจะออกจากจวนไปเพียงไม่กี่ชั่วยาม ทันทีที่กลับมาเหตุใดท่านพ่อถึงส่งเสียงดังเอะอะเสียใหญ่โต"
นางเฉียวนั่งรับชมเหตุการณ์อยู่ด้านข้าง ซูหนิงซานก็อดมิได้ที่จะเติมฟืนลงในกองไฟ
"ท่านพี่พูดเช่นนี้ไม่ถูกต้องนะเจ้าคะ ที่ท่านพ่อโกรธเคืองไม่ใช่เพราะวันนี้ท่านพี่ไปก่อเรื่องจนทำให้ท่านพ่อไม่พอใจหรอกหรือเจ้าคะ"
ซูหนิงซานอดไม่ได้ที่จะฉีกหน้าท่านพี่ของนาง ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องนางก็มิได้เก็บมาใส่ใจ แต่จวบจนปัจจุบันก็ยังกล้าเรียกนางว่าท่านพี่ บนใบหน้านั้นประดับด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง เมื่อซูหนิงซีได้เห็นก็แทบอยากจะสำรอก
"ข้าขอร้องเจ้า อย่าได้เอ่ยคำว่าท่านพี่ออกมาให้ข้าคลื่นไส้จนอยากอาเจียนอีกเลย"
ซูหนิงซีกวาดสายตามองซูหนิงซานอย่างเย็นชา เมื่อได้เห็นใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว นางจึงกวาดสายตามองไปยังบ่าวทั้งสองที่กำลังเดินเข้ามาหานางพร้อมด้วยเชือก "ข้าอยากจะเห็นนักว่าวันนี้พวกเจ้าคนไหนกล้าแตะต้องตัวข้า"
เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ บ่าวต่างยืนนิ่งงันไม่กล้าย่างกรายเข้าไปแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นเช่นนี้ สัมผัสได้ว่าสีหน้าของซูหงเหว่ยมืดมนลงทันใด นัยต์ตาดุดันจ้องมองบ่าวสองผู้นั้น "พวกเจ้าจะยืนโง่อยู่ทำกระไร! ยังไม่รีบเข้าไปมัดตัวนางให้ข้าอีก!"
บ่าวทั้งสองตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มิรู้ว่าตนควรทำเยี่ยงไร ทั้งสองต่างมองหน้ากัน
หากกล่าวตามหลักการแล้ว หากเปลี่ยนเป็นช่วงก่อนหน้านี้ ตราบใดที่ซูหงเหว่ยออกคำสั่ง มิต้องพูดถึงการมัดตัวซูหนิงซีเลย ต่อให้มัดตัวซูเหลียงบุตรคนโตของจวนนี้ บ่าวทั้งสองจะรีบไปมัดในทันใด ผู้ใดจะกล้าขัดคำสั่งของซูหงเหว่ยเล่า
แต่วันนี้คุณหนูใหญ่ของจวนพวกเขามิเป็นดั่งเช่นก่อนแล้ว
มิต้องเอ่ยถึงเรื่องที่ว่าในทุกวันนี้เซ่อเจิ้งอ๋องเป็นผู้หนุนหลังคุณหนูใหญ่ มาเอ่ยถึงเรื่องคุณหนูใหญ่ของพวกเขาเถอะ
หลังจากล้มเลิกพิธีอภิเษกกับองค์รัชทายาท คุณหนูใหญ่ของพวกเขาดูแปลกไปจากเดิมราวกับว่าเปลี่ยนเป็นอีกคนอย่างไรอย่างนั้น นางไม่ปิดปากเงียบดั่งเช่นเมื่อก่อน แม้แต่บ่าวภายในจวนก็ยังกล้าแผลงฤทธิ์แผลงเดชกับนาง
ทุกวันนี้ภายในจวน นางได้ตั้งกฎเกณฑ์กับบ่าวไพร่ด้วยคำพูดจริงใจและเปิดเผยทุกอย่างด้วยความตรงไปตรงมา แม้แต่คุณหนูสาม ฮูหยินหรือแม้กระทั่งนายท่านก็มิอาจยับยั้งนางได้
คุณหนูใหญ่ก็มิเห็นนายท่านอยู่ในสายตา สำหรับบ่าวทั้งสองจึงมิกล้าพูดอะไรมากนัก
ขณะนั้นบ่าวทั้งสองต่างเหลือบมองกันไปมา ยืนนิ่งงันอยู่เช่นนั้น จะเข้าไปก็มิกล้า จะถอยกลับก็มิได้
ซูหงเหว่ยรู้สึกอึดอัดใจมากยิ่งขึ้น เมื่อได้เห็นนัยต์ตาที่กำลังยิ้มแต่มิใช่รอยยิ้ม เขารู้สึกเพียงว่ามีบางอย่างจุกบริเวณหน้าอก จะพ่นลมหายใจก็มิได้ จะสูดลมหายใจก็มิได้ ทำให้เขารู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก
หลังจากคับข้องใจอยู่นาน ซูหงเหว่ยได้กล่าวว่า "เจ้า เจ้ามันเป็นลูกอกตัญญู!"
ใครจะรู้ ซูหนิงซีไม่ได้โกรธเกรี้ยว นางเพียงยิ้ม "ท่านพ่อ ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?"
"ต่อให้เป็นการพิพากษาคดีชั้นสูงสุด ผู้พิพากษาก็จะให้นักโทษได้เข้าใจในสิ่งที่ตนได้กระทำผิดและให้โอกาสนักโทษได้กล่าวชี้แจง? แต่สิ่งที่ท่านพ่อกระทำในวันนี้ ลูกกลับไม่เข้าใจเลย"
ซูหนิงซีนั่งลงอย่างเชื่องช้า
เห็นนางวางตัวตามสบาย ไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา
ตรงกันข้าม พวกเขาต่างเดือดดาลกันมาก สิ่งนี้ทำให้ซูหนิงซานรู้สึกราวกับว่าใบหน้าของนางถูกกระแทกอย่างรุนแรง นางคับข้องใจมาก
"ท่านพี่ เป็นไปได้หรือที่ท่านไม่รู้ว่าเหตุใดท่านพ่อถึงได้ขัดเคืองเช่นนี้?"
"ข้าควรรู้อย่างนั้นหรือ? ข้ามิใช่พยาธิตัวกลมในท้องของท่านพ่อเสียหน่อย"
ซูหนิงซีชำเลืองมองซูหนิงซาน "ท่านพ่อโปรดให้ความชัดเจนแก่ลูกด้วย ให้ลูกได้เข้าใจ"
ซูหงเหว่ยจ้องเขม็งไปยังบ่าวทั้งสองพร้อมกับเอ่ยด้วยอารมณ์โกรธ "ได้ ข้าจะทำให้เจ้าเข้าใจ"
"เจ้าในฐานะบุตรีคนโตของจวนซูและยังมิได้ออกเรือน แต่เจ้ากลับลอบออกจากจวน หายไปตลอดวัน ไม่เพียงแต่จะออกไปปรากฏตัวในที่โจ่งแจ้ง แต่เจ้ายังอยู่กับชายนิรนามอีกด้วย กลับมากลางดึกกลางดื่น ในสายตาของเจ้ายังเห็นแก่วงศ์ตระกูลของแม่ทัพบ้างหรือไม่? ในสายตาของเจ้ายังเห็นข้าเป็นท่านพ่อของเจ้าอยู่หรือไม่?"
ซูหงเหว่ยโกรธมากยิ่งขึ้น จ้องมองนางด้วยความโกรธเกรี้ยว "ประการที่สอง เจ้าไม่เคารพต่อผู้เป็นแม่ของเจ้า ไม่รักและปกป้องน้องสาวของเจ้า!"
"ประการที่สาม หากสิ่งที่เจ้าได้กระทำลือไปถึงหูท่านอ๋อง เมื่อท่านอ๋องบันดาลโทสะ ท่านจะต้องมาระบายความโกรธเคืองกับจวนแม่ทัพของเราเป็นแน่! เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าจะระงับความโกรธเคืองของท่านอ๋องอย่างไร? ต้องการให้จวนของเรากลายเป็นหลุมฝังศพของเจ้าอย่างนั้นหรือ?!"
"ที่แท้ก็เป็นการพิพากษาคดีชั้นสูงสุดนี่เอง? และข้ายังกระทำผิดไปถึงสามคดี?"
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของซูหงเหว่ย ซูหนิงซียังคงยิ้มเยียบเย็น
ในเมื่อพวกเขาเป็นฝ่ายเริ่มกระตุ้นโทสะของนางก็อย่าตำหนิว่านางก้าวร้าวก็แล้วกัน!
"ใครกล่าวกันเล่าว่าบุตรีคนโตที่ยังมิมีคู่หมั้นคู่หมายจะต้องอยู่แต่ภายในจวนมิสามารถออกไปพบปะผู้ใดได้?"
หางตาของซูหนิงซีชำเลืองมองซูหนิงซาน รอยยิ้มเย็นเยียบแฝงด้วยความเย้ยหยัน "และมิต้องเอ่ยว่าข้านั้นไปหอสือเสินอยู่บ่อยครั้ง"
"เรามาเอ่ยถึงเรื่องที่ท่านพ่อได้กล่าวถึงเมื่อครู่นี้เถอะ อะไรคือข้าไปอยู่กับชายนิรนามและกลับจวนกลางดึกกลางดื่น คำพูดเช่นนี้หากเอ่ยอย่างไม่จริงจังก็จะได้ความว่าข้านั้นเป็นคนไม่แยแสต่อสิ่งรอบข้าง แต่หากพูดให้จริงจังขึ้นมาสักหน่อย...มิใช่ว่ากำลังเอ่ยว่าข้านั้นประพฤติตนไร้ซึ่งความดีงามหรอกหรือ?"
"หากเอ่ยถึงเรื่องประพฤติตนไร้ซึ่งความดีงามแล้ว....."
เมื่อเอ่ยเช่นนี้ ซูหนิงซียิ้มเย็นเยียบและจงใจชำเลืองมองซูหนิงซาน "หากเทียบความไร้ยางอายแล้วตัวข้านั้นมิอาจเทียบน้องสามได้เลย"
"ท่านพูดพล่ามอะไร!"
ซูหนิงซานผู้ถูกเอ่ยนามเห็นว่าซูหนิงซีกำลังเพ่งเล็งปากกระบอกปืนมาหานาง ใบหน้าของนางแดงก่ำด้วยความขัดเคือง ฉับพลันนางลุกขึ้นยืนพลางโต้เถียงกับนาง "ท่านกล่าวว่าผู้ใดประพฤติตนไร้ซึ่งความดีงาม กลางดึกกลางดื่นจึงจะกลับบ้านคือท่าน มิใช่ข้า!"
"ใช่ มิใช่เจ้า แต่เจ้าก็ยังมิได้ออกเรือนแล้วยังไปนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียงกับชายอื่น ชายโสดหญิงโสดอยู่ด้วยกันลำพัง ไม้แห้งและไฟ... แถมยังมีข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับเจ้า มิใช่ข้า"
เมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ที่โกรธแค้นของซูหนิงซานแล้ว ซูหนิงซีนั้นกล่าวได้ว่านางนั้นดูสบายมาก
นางค่อยๆยกถ้วยชาขึ้นพลางจิบอย่างเชื่องช้าเพื่อให้ชุ่มคอ ต่อไปอาจมีสงครามวาทศิลป์ให้สู้รบกันเป็นแน่ ดังนั้นจึงต้องเตรียมการตั้งแต่ต้น
เมื่อได้ยินคำกล่าวของซูหนิงซี นางเฉียวผู้ที่รับชมเหตุการณ์อยู่ด้านข้างเริ่มทนไม่ได้ นั่งไม่ติดและต้องการเอ่ยขัดบนสนทนา
เหตุที่ซูหงเหว่ยพาพวกนางสองแม่ลูกมายังสวนป่าไผ่ เพียงเพราะทันทีที่ซูหนิงซีกลับไปยังจวนจึงจะสามารถจัดการกับชีวิตของนางได้ ทั้งหมดเป็นเพราะการยุยงจากพวกนางสองแม่ลูกเพื่อที่จะได้สั่งสอนซูหนิงซี
แต่คาดไม่ถึงเลยว่าในวันนี้นังเด็กสาวผู้นี้กลับมีวาจาเฉียบคม กล้าต่อปากต่อคำ ซูหงเหว่ยและซูหนิงซานสองพ่อลูกร่วมมือกันก็มิอาจเทียบนางได้เลย?
"สุดท้าย ที่ท่านพ่อกล่าวถึงความโกรธเคืองของท่านอ๋อง..."
ซูหนิงซีอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ "ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง เมื่อครู่ข้าเพิ่งกลับจากจวนท่านอ๋อง"
"หากว่าท่านพ่อไม่เชื่อ ท่านสามารถออกไปดูได้ ท่านอ๋องยังอยู่นอกจวน คงจากไปไม่ไกลนัก"
ทันทีที่สิ้นเสียงของนาง บ่าวผู้หนึ่งรีบเข้ามารายงาน "นายท่าน เซ่อเจิ้งอ๋องเสด็จมาขอรับ!"
นัยต์ตาของซูหงเหว่ยสั่นเทา
ขณะซูหนิงซีกำลังก้าวผ่านธรณีประตู เท้าของนางหยุดชะงัก จากนั้นพวกบ่าวค่อยๆเดินเข้ามาใกล้
"ย่า! ท่านพ่อจะทำอะไรเจ้าคะ?"
หลิ่วเอ๋อร์เดินตามหลังซูหนิงซีด้วยสีหน้าประหม่า แต่เมื่อได้ยินเสียงของนางก็ทำราวกับว่าไม่ได้ใส่ใจ "ลูกเพิ่งจะออกจากจวนไปเพียงไม่กี่ชั่วยาม ทันทีที่กลับมาเหตุใดท่านพ่อถึงส่งเสียงดังเอะอะเสียใหญ่โต"
นางเฉียวนั่งรับชมเหตุการณ์อยู่ด้านข้าง ซูหนิงซานก็อดมิได้ที่จะเติมฟืนลงในกองไฟ
"ท่านพี่พูดเช่นนี้ไม่ถูกต้องนะเจ้าคะ ที่ท่านพ่อโกรธเคืองไม่ใช่เพราะวันนี้ท่านพี่ไปก่อเรื่องจนทำให้ท่านพ่อไม่พอใจหรอกหรือเจ้าคะ"
ซูหนิงซานอดไม่ได้ที่จะฉีกหน้าท่านพี่ของนาง ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องนางก็มิได้เก็บมาใส่ใจ แต่จวบจนปัจจุบันก็ยังกล้าเรียกนางว่าท่านพี่ บนใบหน้านั้นประดับด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง เมื่อซูหนิงซีได้เห็นก็แทบอยากจะสำรอก
"ข้าขอร้องเจ้า อย่าได้เอ่ยคำว่าท่านพี่ออกมาให้ข้าคลื่นไส้จนอยากอาเจียนอีกเลย"
ซูหนิงซีกวาดสายตามองซูหนิงซานอย่างเย็นชา เมื่อได้เห็นใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว นางจึงกวาดสายตามองไปยังบ่าวทั้งสองที่กำลังเดินเข้ามาหานางพร้อมด้วยเชือก "ข้าอยากจะเห็นนักว่าวันนี้พวกเจ้าคนไหนกล้าแตะต้องตัวข้า"
เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ บ่าวต่างยืนนิ่งงันไม่กล้าย่างกรายเข้าไปแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นเช่นนี้ สัมผัสได้ว่าสีหน้าของซูหงเหว่ยมืดมนลงทันใด นัยต์ตาดุดันจ้องมองบ่าวสองผู้นั้น "พวกเจ้าจะยืนโง่อยู่ทำกระไร! ยังไม่รีบเข้าไปมัดตัวนางให้ข้าอีก!"
บ่าวทั้งสองตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มิรู้ว่าตนควรทำเยี่ยงไร ทั้งสองต่างมองหน้ากัน
หากกล่าวตามหลักการแล้ว หากเปลี่ยนเป็นช่วงก่อนหน้านี้ ตราบใดที่ซูหงเหว่ยออกคำสั่ง มิต้องพูดถึงการมัดตัวซูหนิงซีเลย ต่อให้มัดตัวซูเหลียงบุตรคนโตของจวนนี้ บ่าวทั้งสองจะรีบไปมัดในทันใด ผู้ใดจะกล้าขัดคำสั่งของซูหงเหว่ยเล่า
แต่วันนี้คุณหนูใหญ่ของจวนพวกเขามิเป็นดั่งเช่นก่อนแล้ว
มิต้องเอ่ยถึงเรื่องที่ว่าในทุกวันนี้เซ่อเจิ้งอ๋องเป็นผู้หนุนหลังคุณหนูใหญ่ มาเอ่ยถึงเรื่องคุณหนูใหญ่ของพวกเขาเถอะ
หลังจากล้มเลิกพิธีอภิเษกกับองค์รัชทายาท คุณหนูใหญ่ของพวกเขาดูแปลกไปจากเดิมราวกับว่าเปลี่ยนเป็นอีกคนอย่างไรอย่างนั้น นางไม่ปิดปากเงียบดั่งเช่นเมื่อก่อน แม้แต่บ่าวภายในจวนก็ยังกล้าแผลงฤทธิ์แผลงเดชกับนาง
ทุกวันนี้ภายในจวน นางได้ตั้งกฎเกณฑ์กับบ่าวไพร่ด้วยคำพูดจริงใจและเปิดเผยทุกอย่างด้วยความตรงไปตรงมา แม้แต่คุณหนูสาม ฮูหยินหรือแม้กระทั่งนายท่านก็มิอาจยับยั้งนางได้
คุณหนูใหญ่ก็มิเห็นนายท่านอยู่ในสายตา สำหรับบ่าวทั้งสองจึงมิกล้าพูดอะไรมากนัก
ขณะนั้นบ่าวทั้งสองต่างเหลือบมองกันไปมา ยืนนิ่งงันอยู่เช่นนั้น จะเข้าไปก็มิกล้า จะถอยกลับก็มิได้
ซูหงเหว่ยรู้สึกอึดอัดใจมากยิ่งขึ้น เมื่อได้เห็นนัยต์ตาที่กำลังยิ้มแต่มิใช่รอยยิ้ม เขารู้สึกเพียงว่ามีบางอย่างจุกบริเวณหน้าอก จะพ่นลมหายใจก็มิได้ จะสูดลมหายใจก็มิได้ ทำให้เขารู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก
หลังจากคับข้องใจอยู่นาน ซูหงเหว่ยได้กล่าวว่า "เจ้า เจ้ามันเป็นลูกอกตัญญู!"
ใครจะรู้ ซูหนิงซีไม่ได้โกรธเกรี้ยว นางเพียงยิ้ม "ท่านพ่อ ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?"
"ต่อให้เป็นการพิพากษาคดีชั้นสูงสุด ผู้พิพากษาก็จะให้นักโทษได้เข้าใจในสิ่งที่ตนได้กระทำผิดและให้โอกาสนักโทษได้กล่าวชี้แจง? แต่สิ่งที่ท่านพ่อกระทำในวันนี้ ลูกกลับไม่เข้าใจเลย"
ซูหนิงซีนั่งลงอย่างเชื่องช้า
เห็นนางวางตัวตามสบาย ไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา
ตรงกันข้าม พวกเขาต่างเดือดดาลกันมาก สิ่งนี้ทำให้ซูหนิงซานรู้สึกราวกับว่าใบหน้าของนางถูกกระแทกอย่างรุนแรง นางคับข้องใจมาก
"ท่านพี่ เป็นไปได้หรือที่ท่านไม่รู้ว่าเหตุใดท่านพ่อถึงได้ขัดเคืองเช่นนี้?"
"ข้าควรรู้อย่างนั้นหรือ? ข้ามิใช่พยาธิตัวกลมในท้องของท่านพ่อเสียหน่อย"
ซูหนิงซีชำเลืองมองซูหนิงซาน "ท่านพ่อโปรดให้ความชัดเจนแก่ลูกด้วย ให้ลูกได้เข้าใจ"
ซูหงเหว่ยจ้องเขม็งไปยังบ่าวทั้งสองพร้อมกับเอ่ยด้วยอารมณ์โกรธ "ได้ ข้าจะทำให้เจ้าเข้าใจ"
"เจ้าในฐานะบุตรีคนโตของจวนซูและยังมิได้ออกเรือน แต่เจ้ากลับลอบออกจากจวน หายไปตลอดวัน ไม่เพียงแต่จะออกไปปรากฏตัวในที่โจ่งแจ้ง แต่เจ้ายังอยู่กับชายนิรนามอีกด้วย กลับมากลางดึกกลางดื่น ในสายตาของเจ้ายังเห็นแก่วงศ์ตระกูลของแม่ทัพบ้างหรือไม่? ในสายตาของเจ้ายังเห็นข้าเป็นท่านพ่อของเจ้าอยู่หรือไม่?"
ซูหงเหว่ยโกรธมากยิ่งขึ้น จ้องมองนางด้วยความโกรธเกรี้ยว "ประการที่สอง เจ้าไม่เคารพต่อผู้เป็นแม่ของเจ้า ไม่รักและปกป้องน้องสาวของเจ้า!"
"ประการที่สาม หากสิ่งที่เจ้าได้กระทำลือไปถึงหูท่านอ๋อง เมื่อท่านอ๋องบันดาลโทสะ ท่านจะต้องมาระบายความโกรธเคืองกับจวนแม่ทัพของเราเป็นแน่! เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าจะระงับความโกรธเคืองของท่านอ๋องอย่างไร? ต้องการให้จวนของเรากลายเป็นหลุมฝังศพของเจ้าอย่างนั้นหรือ?!"
"ที่แท้ก็เป็นการพิพากษาคดีชั้นสูงสุดนี่เอง? และข้ายังกระทำผิดไปถึงสามคดี?"
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของซูหงเหว่ย ซูหนิงซียังคงยิ้มเยียบเย็น
ในเมื่อพวกเขาเป็นฝ่ายเริ่มกระตุ้นโทสะของนางก็อย่าตำหนิว่านางก้าวร้าวก็แล้วกัน!
"ใครกล่าวกันเล่าว่าบุตรีคนโตที่ยังมิมีคู่หมั้นคู่หมายจะต้องอยู่แต่ภายในจวนมิสามารถออกไปพบปะผู้ใดได้?"
หางตาของซูหนิงซีชำเลืองมองซูหนิงซาน รอยยิ้มเย็นเยียบแฝงด้วยความเย้ยหยัน "และมิต้องเอ่ยว่าข้านั้นไปหอสือเสินอยู่บ่อยครั้ง"
"เรามาเอ่ยถึงเรื่องที่ท่านพ่อได้กล่าวถึงเมื่อครู่นี้เถอะ อะไรคือข้าไปอยู่กับชายนิรนามและกลับจวนกลางดึกกลางดื่น คำพูดเช่นนี้หากเอ่ยอย่างไม่จริงจังก็จะได้ความว่าข้านั้นเป็นคนไม่แยแสต่อสิ่งรอบข้าง แต่หากพูดให้จริงจังขึ้นมาสักหน่อย...มิใช่ว่ากำลังเอ่ยว่าข้านั้นประพฤติตนไร้ซึ่งความดีงามหรอกหรือ?"
"หากเอ่ยถึงเรื่องประพฤติตนไร้ซึ่งความดีงามแล้ว....."
เมื่อเอ่ยเช่นนี้ ซูหนิงซียิ้มเย็นเยียบและจงใจชำเลืองมองซูหนิงซาน "หากเทียบความไร้ยางอายแล้วตัวข้านั้นมิอาจเทียบน้องสามได้เลย"
"ท่านพูดพล่ามอะไร!"
ซูหนิงซานผู้ถูกเอ่ยนามเห็นว่าซูหนิงซีกำลังเพ่งเล็งปากกระบอกปืนมาหานาง ใบหน้าของนางแดงก่ำด้วยความขัดเคือง ฉับพลันนางลุกขึ้นยืนพลางโต้เถียงกับนาง "ท่านกล่าวว่าผู้ใดประพฤติตนไร้ซึ่งความดีงาม กลางดึกกลางดื่นจึงจะกลับบ้านคือท่าน มิใช่ข้า!"
"ใช่ มิใช่เจ้า แต่เจ้าก็ยังมิได้ออกเรือนแล้วยังไปนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียงกับชายอื่น ชายโสดหญิงโสดอยู่ด้วยกันลำพัง ไม้แห้งและไฟ... แถมยังมีข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับเจ้า มิใช่ข้า"
เมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ที่โกรธแค้นของซูหนิงซานแล้ว ซูหนิงซีนั้นกล่าวได้ว่านางนั้นดูสบายมาก
นางค่อยๆยกถ้วยชาขึ้นพลางจิบอย่างเชื่องช้าเพื่อให้ชุ่มคอ ต่อไปอาจมีสงครามวาทศิลป์ให้สู้รบกันเป็นแน่ ดังนั้นจึงต้องเตรียมการตั้งแต่ต้น
เมื่อได้ยินคำกล่าวของซูหนิงซี นางเฉียวผู้ที่รับชมเหตุการณ์อยู่ด้านข้างเริ่มทนไม่ได้ นั่งไม่ติดและต้องการเอ่ยขัดบนสนทนา
เหตุที่ซูหงเหว่ยพาพวกนางสองแม่ลูกมายังสวนป่าไผ่ เพียงเพราะทันทีที่ซูหนิงซีกลับไปยังจวนจึงจะสามารถจัดการกับชีวิตของนางได้ ทั้งหมดเป็นเพราะการยุยงจากพวกนางสองแม่ลูกเพื่อที่จะได้สั่งสอนซูหนิงซี
แต่คาดไม่ถึงเลยว่าในวันนี้นังเด็กสาวผู้นี้กลับมีวาจาเฉียบคม กล้าต่อปากต่อคำ ซูหงเหว่ยและซูหนิงซานสองพ่อลูกร่วมมือกันก็มิอาจเทียบนางได้เลย?
"สุดท้าย ที่ท่านพ่อกล่าวถึงความโกรธเคืองของท่านอ๋อง..."
ซูหนิงซีอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ "ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง เมื่อครู่ข้าเพิ่งกลับจากจวนท่านอ๋อง"
"หากว่าท่านพ่อไม่เชื่อ ท่านสามารถออกไปดูได้ ท่านอ๋องยังอยู่นอกจวน คงจากไปไม่ไกลนัก"
ทันทีที่สิ้นเสียงของนาง บ่าวผู้หนึ่งรีบเข้ามารายงาน "นายท่าน เซ่อเจิ้งอ๋องเสด็จมาขอรับ!"
นัยต์ตาของซูหงเหว่ยสั่นเทา
HELLOTOOL SDN BHD © 2020 www.readmeapps.com All rights reserved