บทที่ 15 มิใช่ว่าเจ็บป่วยจนใกล้สิ้นลมหรอกหรือ?!

by อี้อี้ 17:29,Mar 13,2022
หลังจากครุ่นคิด ไป๋หลี่จิ่นคิดว่าประโยคที่ซูหนิงซีกล่าวว่า"ข้าอยากกลับบ้าน" เพียงเพราะเมื่อนางอยู่ในจวนซู นางไม่ได้สัมผัสถึงความอบอุ่นดังนั้นนางจึงหวนนึกถึงฮูหยินซูผู้ล่วงลับจากไปแล้ว

ในใจจึงนึกสงสารนางมากยิ่งขึ้น

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลังจากซูหนิงซีไปโรงหมอเพื่อรับยา ระหว่างทางกลับนางเผอิญพบกับไป๋หลี่ชู ทั้งสองเดินเที่ยวเตร่ด้วยกันตลอดวัน จากนั้นจึงกลับจวนสกุลซูด้วยความอิ่มเอมใจ

ตลอดวันซูหนิงซีไม่ได้อยู่ที่จวน ซูหนิงซานและนางเฉียวรับรู้เรื่องนี้ แต่พวกนางต้องพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า อีกทั้งไป๋หลี่จิ่นยังคอยหนุนหลังและปกป้องนาง สองแม่ลูกจึงมิกล้าทำอะไรบุ่มบ่าม

นับตั้งแต่ซูหนิงซีเปลี่ยนไป หลิ่วเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายนางพลอยซึมซับไปด้วย นับวันนางยิ่งได้เรื่องได้ความมากยิ่งขึ้น

มิได้ขลาดเขลา เมื่อเห็นใครก็ตามภายในจวน นางทำตัวราวกับหนูเจอแมว แอบหลบซ่อนตัวไม่กล้าพูดคุยกับผู้ใด ทว่าปัจจุบันนี้นางกลายเป็นหนึ่งเดียวกับบ่าวภายในจวนแล้ว ทั้งยังสามารถคุ้มกันสถานการณ์ของสวนป่าไผ่ได้ดีเลยทีเดียว

ทันทีที่ซูหนิงซีกลับมายังสวนป่าไผ่ หลิ่วเอ๋อร์รีบเร่งฝีเท้าเข้ามาต้อนรับนางด้วยท่าทีมีลับลมคมใน "คุณหนู คุณหนูกลับมาแล้ว!"

"บ่าวได้ยินเรื่องบางอย่างมาเจ้าค่ะ อยากจะบอกกับคุณหนู บ่าวรอคุณหนูตลอดทั้งวันเลยนะเจ้าคะ!"

ใบหน้าของหลิ่วเอ๋อร์เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่านางกำลังเอ่ยนินทา

"ย่า มีเรื่องใดมีจะลับลมคมในปานนั้นเล่า?"

ซูหนิงซีเอ่ยถามด้วยความสงสัย

หลิ่วเอ๋อร์ยกมือขึ้นทาบปากของนางพลางหัวเราะ นางชี้ไปยังลานจวนของซูหนิงซานและเอ่ยเสียงเบา "บ่าวได้ข่าวมาว่าช่วงนี้องค์รัชทายาทไม่เยี่ยมเยียนนางเลยเจ้าค่ะ นางไม่รู้ว่าช่วงนี้ต้องทำตัวเยี่ยงไร ช่วงสองวันนี้นางโกรธเป็นฟืนไฟทั้งยังมีอาการร้อนในร่วมด้วย หมอยาเพิ่งจากไปเมื่อครู่นี้เองเจ้าค่ะ"

ครั้นได้ฟังเรื่องนี้ ซูหนิงซีไม่ได้รู้สึกแปลกใจเสียเท่าไร

ในใจของซูหนิงซานคิดยื้อแย่งไป๋หลี่เหิงไปจากนางไม่ใช่เพียงเพราะสถานะไท่จื่อเฟย[1]หรอกหรือ?

เพื่อที่จะได้ไป๋หลี่เหิงมาครอบครอง ซูหนิงซานนางยอมเสียสละทุกสิ่ง แม้นกระทั่งชื่อเสียงและความสาวสำหรับนางต่างก็พลันหายไปภายในพริบตา

ทุกวันนี้เป็นเพราะไป๋หลี่จิ่น ไป๋หลี่เหิงจึงมิกล้าทำให้ซูหนิงซีลำบากใจและอับอาย

คาดเดาว่าอาจเป็นเพราะเขาหมดความสนใจในตัวซูหนิงซาน ดังนั้นหลายวันมานี้จึงมิได้มาเยี่ยมเยียนซูหนิงซานเลย ทุกคราที่ซูหนิงซานเข้าไปภายในวังหลวง ไป๋หลี่เหิงปฏิเสธที่จะพบนาง กล่าวอ้างว่าเขาต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการปกครองแคว้นต่างๆ

ซูหนิงซานทั้งกังวลและหวาดกลัว นางจะต้องร้อนใจเป็นแน่แท้

เมื่อเห็นท่าทีนิ่งเรียบของซูหนิงซี หลิ่วเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ "คุณหนู เหตุใดคุณหนูดูไม่ประหลาดใจเลยเจ้าคะ?"

"ไหนจะมีเรื่องให้ข้าประหลาดใจเล่า? เรื่องที่นางโดนไป๋หลี่เหิงปฏิเสธ มิใช่ว่าไม่ช้าก็เร็วอย่างไรมันก็ต้องเกิดขึ้นมิใช่หรือ?"

รอยยิ้มของซูหนิงซีเยียบเย็น

.....

ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีมืดครึ้ม ฮ่องเต้ส่งคนไปเรียกไป๋หลี่จิ่นให้มาเข้าเฝ้าและเหตุผลนั้นทำให้ไป๋หลี่จิ่นมิสามารถหลีกเลี่ยงได้

ที่แท้ มิรู้ว่าผู้ใดได้เอ่ยถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ กล่าวว่าเซ่อเจิ้งอ๋องชมชอบในตัวคุณหนูใหญ่แห่งจวนสกุลซูมาช้านาน เพื่อช่วงชิงคุณหนูใหญ่แห่งจวนสกุลซู เขามิลังเลแม้แต่น้อยที่จะต้องสู้รบและฉีกหน้าไป๋หลี่เหิงหลานชายของตน...

เมื่อฮ่องเต้ได้รับฟังเรื่องนี้ก็รู้สึกสับสนมึนงงเช่นกัน แต่พลันนึกได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ ซูหนิงซีริเริ่มเสนอถอนการหมั้นหมาย ท่าทีของไป๋หลี่จิ่นเองก็แปลกประหลาดไปเล็กน้อย

ในยามนี้เมื่อฮ่องเต้ได้ย้อนนึกถึงจึงรู้แจ้งกระจ่างในฉับพลันและตระหนักได้ว่านั่นคือความรัก!

เมื่อครุ่นคิดแล้ว ฮ่องเต้ยังคงต้องการให้ไป๋หลี่จิ่นแสดงความเห็น

"อ๋องเจ็ด ข้ากำลังคิดว่าจะเลือกวันมงคลจัดพิธีอภิเษกให้แก่เจ้าและแม่นางซูผู้นั้น เลือกฤกษ์งามยามดีให้พวกเจ้าด้วย เจ้าคิดว่าอย่างไร?"

ไป๋หลี่จิ่นโบกมือสะบัดไปมาในทันที "เสด็จพี่ มิต้องหรอก"

"เหตุใด?"

เมื่อเห็นว่าไป๋หลี่จิ่นปฏิเสธในทันใด ฮ่องเต้ฉงนชั่วขณะ "ไม่ใช่ว่าเจ้าชอบแม่นางผู้นั้นมานานแล้วหรอกหรือ?"

"อ๋องเจ็ดเอ๋ย ตอนนี้อายุเจ้าก็ไม่น้อยแล้ว อายุเจ้าจวนจะเป็นท่านปู่ได้แล้ว เหตุใดยังลังเลอยู่อีกเล่า?"

ฮ่องเต้คลางแคลงใจเป็นอย่างมาก

เพียงแค่อีกสองปี ไป๋หลีจิ่นก็จะอายุ28แล้ว ชาวบ้านธรรมดานั้นมีคู่ครองกันเร็วกว่านี้เสียด้วยซ้ำ หากได้ครองคู่กันตั้งแต่ระหว่างอายุสิบห้าถึงสิบหกปี มีบุตรหลังจากที่ได้อภิเษกกัน เพียงไม่กี่ปีต่อจากนั้นก็จะได้กลายเป็นคุณปู่ สิ่งที่ฮ่องเต้กล่าวมานั้นไม่มีสิ่งใดผิดเลย

ไป๋หลี่จิ่นส่ายศีรษะพร้อมกับเอ่ยอย่างความจริงจังว่า "ฝ่าบาท เรื่องนี้ย่อมฝืนกันมิได้"

เขาไม่ได้ปฏิเสธว่าตนนั้นรักใคร่ซูหนิงซีมานานมากแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตอบรับเรื่องงานอภิเษกที่ฮ่องเต้พระราชทานให้

ไป๋หลีจิ่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "เรื่องนี้เสด็จพี่อย่าได้เป็นกังวลเลย ข้าสามารถจัดการได้"

ฮ่องเต้เองมิได้บีบบังคับ เมื่อเห็นว่าไป๋หลี่จิ่นไม่ยอมเอ่ยถึงเหตุผลที่ปฏิเสธก็มิได้ไล่เอาคำตอบ เขาเพียงทอดถอนหายใจ "หากข้ารู้ก่อนหน้านี้ว่าเจ้ามีใจให้แม่นางซูผู้นั้น ข้าเองคงไม่เสนอให้นางอภิเษกกับองค์รัชทายาท"

"เสด็จพี่ ท่านเองก็เพียงหวังให้นางใช้ชีวิตในจวนแม่ทัพอย่างปลอดภัยก็เท่านั้น"

ไป๋หลี่จิ่นรู้ความจริงเบื้องหลังพิธีอภิเษกและไม่คิดกล่าวโทษฮ่องเต้

ในปีนั้น ฮ่องเต้มีความรักที่ลึกซึ้งต่อฮูหยินซู ภายในใจรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก...ตั้งแต่ฮูหยินซูจากไป เพื่อไม่ให้ซูหนิงซีถูกรังแกจึงให้นางอภิเษกกับไป๋หลี่เหิง

สถานะไท่จื่อเฟยในอนาคต สิ่งนี้คงเพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้อื่นเกรงกลัวและเคารพนาง

แต่กลับไม่รู้เลยว่าในเวลานั้นไป๋หลี่จิ่นเองก็หยั่งรากความรู้สึกลึกซึ้งแก่นางเช่นกัน

และไม่รู้เลยว่าซูหนิงซานจะกล้าหาญทำเรื่องต่ำช้า เมื่อนึกถึงสถานะไท่จื่อเฟย นางจึงเข้าไปพัวพันกับพี่เขยในอนาคตของนาง....

ครั้นนึกย้อนไปในช่วงเวลานั้น ฮ่องเต้เองก็พยายามมากเช่นกัน

ช่างน่าเสียดาย เรื่องราวต่างๆดำเนินไปเหนือความคาดหมายของฮ่องเต้

เป็นเพราะเหตุนี้ สำหรับเรื่องที่ซูหนิงซีเริ่มเอ่ยถึงการล้มเลิกงานอภิเษก หรือแม้กระทั่งผู้เรียกร้องล้มเลิกงานอภิเษกจะเป็นนาง แม้ว่าไป๋หลี่จิ่นไม่ได้ตอบรับในตอนแรก ฮ่องเต้ที่รู้สึกผิดต่อนางจึงตอบตกลง

เพียงสามารถชดใช้ให้นางได้เป็นเท่าตัว ไม่ซักไซ้ถึงคำร้องขอของนางให้ราชวงศ์ต้องอับอาย

"เจ้าเข้าใจในความเพียรพยายามของข้า"

ฮ่องเต้ยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาเอื้อมมือออกไปตบไหล่ไป๋หลี่จิ่น "ในเมื่อวันนี้เจ้าได้ดูแลแม่นางผู้นั้นแล้ว ข้าเองก็วางใจ"

เมื่อเอ่ยจบ ฮ่องเต้เอ่ยถามถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาในช่วงปัจจุบันด้วยความกังวลใจทั้งยังเอ่ยถามว่าต้องการให้เขาช่วยเหลือในการหมั้นหมายหรือไม่ เมื่อไป๋หลี่จิ่นตอบคำถามเสร็จจากนั้นเขาจึงกลับไปยังจวนอ๋อง

ตำหนักองค์รัชทายาท

ไป๋หลี่เหิงได้ยินขันทีกล่าวว่าเซ่อเจิ้งอ๋องออกไปจากวังหลวงแล้ว กระนั้นเขาจึงออกคำสั่งให้คนของเขาไปสืบเนื้อหาบทสนทนาเมื่อครู่ระหว่างฮ่องเต้และไป๋หลี่จิ่น

ไม่นานนัก ขันทีเข้ามาอีกครากล่าวว่าคุณหนูรองสกุลซูส่งคนเข้ามาในวังหลวงเพื่อส่งข่าว

ไป๋หลี่เหิงกลัดกลุ้มใจจึงขับไล่คนผู้นั้นออกไปทันทีและไม่ต้องการรับฟัง

ขันทีก้าวถอยหลังสองก้าวอย่างลังเล พลางกล่าวด้วยความระมัดระวัง "องค์รัชทายาท ข่าวว่าคุณหนูรองป่วยหนักพ่ะย่ะค่ะ อาการรุนแรงและอยากพบหน้าพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายพ่ะย่ะค่ะ...."

แท้จริงแล้ว เมื่อเห็นว่าองค์รัชทายาทไม่อยากพบผู้ใด เหล่าขันทีต่างก็มิกล้าขัดประสงค์ของพระองค์

แต่ครั้นนึกถึงเนื้อความข่าวจากบ่าวของจวนสกุลซูแล้ว ขันทีเกรงว่าคุณหนูรองของจวนซูจะเจ็บป่วยอย่างรุนแรง นางคงอดทนรอเพื่อที่จะได้พบหน้าองค์รัชทายาทเป็นครั้งสุดท้าย.....

อย่างไรก็ตามนั่นคือความปรารถนาสุดท้ายของผู้ที่ใกล้ล่วงลับ คงไม่ดีนักปล่อยให้นางเสียใจและล่วงลับไปเช่นนั้น

ด้วยเหตุนี้ ขันทีจึงเอ่ยเนื้อความออกมาด้วยท่าทีระมัดระวังต่อหน้าไป๋หลี่เหิงที่มีท่าทีไม่พอใจ

เมื่อได้ยินว่าซูหนิงซานป่วยหนัก ไป๋หลีเหิงขมวดคิ้วในตอนแรก จากนั้นเดินไปเดินมาด้วยสีหน้ายุ่งเหยิง ไม่นานนักเขาตัดสินใจ สั่งให้ขันทีไปเตรียมรถม้าและออกจากวังหลวง ไปเยี่ยมเยียนซูหนิงซานว่านางป่วยใกล้สิ้นลมจริงหรือไม่

อย่างไรก็ตามเขาและนางเคยรักกัน ไป๋หลี่เหิงมิได้โหดเหี้ยมถึงเพียงนั้น

แต่ทันทีที่ถึงลานด้านนอกจวนสกุลซู ได้ยินเสียงซูหนิงซานกำลังก่นด่าบ่าวของตนจากนั้นสีหน้าไป๋หลี่เหิงมืดมนลงทันใด

ไม่ใช่ว่าเจ็บป่วยจนใกล้สิ้นลมหายใจหรอกหรือ?!


[1]ไท่จื่อเฟย หมายความว่า พระชายาเอกขององค์รัชทายาท

Download APP, continue reading

Chapters

1