บทที่ 6 โอกาสของผู้พิทักษ์หญิงงาม
by อี้อี้
11:54,Mar 13,2022
เมื่อแม่เฒ่าทั้งหลายเห็นซูหนิงซีเดินเข้ามา สีหน้าพลันถอดสี รีบลุกขึ้นคำนับในทันที
แม่เฒ่าหลี่รีบกล่าวคนแรก“คุณหนูใหญ่มาได้อย่างไรเจ้าคะ? ห้องครัวเป็นสถานที่สกปรก เกรงว่าอาภรณ์ของคุณหนูจะเปื้อนเอาได้นะเจ้าคะ
“ห้องครัวเป็นสถานที่สกปรกหรือ?แล้วส้วมเล่าเป็นสถานที่เช่นใด?”
ซูหนิงซีเหลือบมองแม่เฒ่าหลี่ด้วยสายตาเย็นชา “เดิมทีข้าไม่อยากจะพูดจาไร้สาระกับพวกเจ้า แต่นินทาเจ้านายลับหลัง คนหนึ่งสมควรโดนตบยี่สิบที ข้ากำลังนับอยู่ ”
ขณะพูดอยู่นั้น ซูหนิงซีก็นั่งลงบนเก้าอี้
“คุณหนูใหญ่ไว้ชีวิตข้าด้วย……”
ทันใดที่ได้ยินว่าตบปากยี่สิบที แม่เฒ่าทั้งหลายรีบคุกเข่าร้องขอความเมตตาด้วยความตกใจ
ซูหนิงซีเมินพวกนางพร้อมรับชามข้าวต้มลูกเดือยที่หลิ่วเอ๋อร์ส่งให้ พร้อมตักเข้าปากที่ละนิดๆ“รู้ผิดแล้วรึ?เมื่อครู่ข้ายังได้ยินพวกเจ้าพูดคุยกันสนุกปาก”
ในใจแม่เฒ่าหลี่ไม่ยินยอมนัก แต่นางเองก็ไม่กล้าที่จะท้าทายซูหนิงซี
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงเหตุผลที่คุณหนูใหญ่จู่ๆก็พลันเปลี่ยนนิสัยเป็นคนละคนเช่นนี้ ได้ยินว่าไม่กี่วันมานี้แม้แต่ฮูหยินนางยังไม่เห็นอยู่ในสายตา แม้กระทั่งองค์รัชทายาทนางยังกล้าท้าทาย
“คุณหนูใหญ่ พวกข้าเพียงแต่ได้ยินข่าวลือมาเท่านั้น ไม่มีผู้ใดกล้านินทาว่าร้ายคุณหนูหรอกเจ้าค่ะ คุณหนูโปรดเมตตาด้วย!”
แม่เฒ่าหลี่ร้องขอความเมตตา
“เจ้าเองรู้ดีว่าเป็นเพียงข่าวลือ แต่ยังกล้าปล่อยข่าวลับหลังข้า แม่เฒ่าหลี่เจ้าคิดอันใดอยู่?!”
ซูหนิงซีพลิกหน้า[1]ทันควัน ทุบชามข้าวต้มอุ่นๆลงที่ไหล่ของแม่เฒ่าหลี่ พร้อมลุกขึ้นตะโกนเสียงดัง
ข้าวต้มกระเด็มเต็มไปทั่วหน้า หัว และไหล่ของแม่เฒ่าหลี่ นางเจ็บแขนจากการโดนทุบ ไม่กล้าแม่กระทั่งหายใจ “คุณหนูโปรดตรวจสอบด้วยเจ้าค่ะ ข้าไม่มิได้เป็นผู้ปล่อยข่าวลือนะเจ้าคะ……”
“นอกจากนี้ ข้าวลือที่แพร่ไปทั่วทั้งเมืองหลวง ไม่ได้เกิดจากข้าเป็นผู้ปล่อยข่าวลือเลยเจ้าค่ะ!”
แม่เฒ่าหลี่ร้องตะโกนขอความเป็นธรรม
“พวกเจ้าจะลงมือตบเองยี่สิบที หรือให้ข้าลงมือ?หรือว่า อยากถูกขายออกไปดี?”
ซูหนิงซีไม่ได้สนใจนาง สีหน้าบึ้งตึง มองแล้วน่าหวาดกลัวยิ่งนัก
มองไม่ออกเลยจริงๆว่าเดิมทีนางขี้ขลาดเพียงไหน คนรับใช้จึงได้กล้าขี่ขึ้นมาบนหัวของนางเช่นนี้!
งานในจวนแม่ทัพนั้นไม่ได้หนักนัก การปฏิบัติต่อคนรับใช้ถือว่าดีมากเมื่อเทียบกับจวนอื่นๆ พวกแม่เฒ่าย่อมกลัวที่จะเสียงานดีๆเช่นนี้ไป จึงได้แต่ก้มหน้ากัดฟันตบปากตัวเอง
แสงอบอุ่นจากดวงอาทิตย์เมื่อสาดส่อง ทำให้รู้สึกสบายยิ่งนัก
เสียงตบหน้าทีละฉาดทีละฉาด ได้ยินแล้วช่างจรรโลงใจเหลือเกิน
ข่าวลือที่แพร่สะพัดอยู่นั้นออกมาจากปากผู้ใด ซูหนิงซีรู้ดีอยู่แก่ใจ
อย่างไรเสีย ในเมื่อวันนี้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ก็คงนับได้ว่าเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น
เมื่อนางได้หลักฐานเมื่อใด แน่นอนว่าไม่มีทางปล่อยผ่านไปง่ายๆอย่างแน่นอน
เหตุการณ์ในครัวล่วงรู้ถึงหูนางเฉียวอย่างรวดเร็ว นางโมโหทุบชุดชาลายครามไปหลายชุด “นังเด็กสารเลวนี่นับวันยิ่งอวดดีขึ้นเรื่อยๆ!”
“นางช่างโอหังยิ่งนัก!กล้าดีอย่างไรมาแตะต้องคนของข้า!”
“ฮูหยินอย่างข้าสิถึงจะเป็นนายหญิงตัวจริง นี่นางคิดว่านางเป็นนายหญิงของจวนแม่ทัพรึอย่างไร!”
เยว่หงขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ฮูหญิง ข้าน้อยมีแผนเจ้าค่ะ……”
ถึงแม้ว่าข่าวลือจะสะพัดไปทั่วเมืองหลวง แต่ในวังหลวงกลับไม่มีผู้ใดพูดถึง ก่อนหน้านี้ขนาดการนอกใจของไป๋หลี่เหิงยังไม่มีผู้ใดเอ่ยถึง ดังนั้นข่าวลือนี้ก็เป็นได้แค่เพียงข่าวลือ
ซูหนิงซีไม่สนใจ ฮ่องเต้ไม่สนใจ ข่าวลือนี้จึงไม่ก่อให้เกิดปัญหานัก
แต่หากว่าให้ไป๋หลี่เหิงพบเห็นซูหนิงซีและชายชู้ด้วยตาตัวเองแล้วล่ะก็……
เกรงว่านางคงต้องลำบากเป็นแน่
หลังฟังเยว่หงพูดจบ นางเฉียวครุ่นคิดเดินไปมาได้สองก้าวก็ยกมือขึ้นปรบมือด้วยสายตาชัวร้าย“ดีมาก!เป็นนางเองที่ท้าทายข้า จะหาว่าข้าไม่เกรงใจไม่ได้!”
ข่าวลือที่แพร่ไปทั่วทั้งเมืองหลวงสุดท้ายก็ถึงหูไป๋หลี่จิ่น
เฮยเย่ากล่าวด้วยท่าทีกระตือรือร้น “ท่านอ๋อง ดูท่าโอกาสพิทักษ์หญิงงามของท่านมาถึงแล้วขอรับ!มีวิธีที่จะโอบอุ้มสาวงาม[2]เป็นร้อยวิธี ท่านสนใจฟังหรือไม่?”
“ไสหัวไปซะ”
ไป๋หลี่จิ่นเหลือบมองครู่หนึ่งพร้อมเอ่ยออกมาด้วยถ้อยคำเย็นชา
เฮยเย่ารีบไปในทันที
ไป๋หลี่จิ่นครุ่นคิดอยู่ว่าจะลงมืออย่างไรและเริ่มจากใคร จึงจะช่วยปัดเป่าข่าวลือที่ไม่ส่งผลดีต่อซูหนิงซีนี้ได้ และทำอย่างไรเพื่อให้นางได้ตอบแทนคุณนี้
เฮยเย่าที่พึ่งออกไป ยื่นคอเข้ามาอย่างกล้าหาญ “ท่านอ๋อง ขออภัยที่ข้าพูดมาก แต่ข่าวลือครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อท่านนะขอรับ!”
“ท่านมีใจให้คุณหนูตระกูลซูมาหลายปีแล้ว ก่อนหน้านี้เป็นเพราะองค์รัชทายาทจึงทำอะไรไม่ได้ แต่ในเมื่อตอนนี้องค์รัชทายาทกับคุณหนูตระกูลซูยกเลิกหมั้นหมายแล้ว ทำไมท่านไม่……”
เฮยเย่าแนะนำอย่างจริงใจ“ท่านไม่ถือโอกาสนี้ยอมรับไปเลยว่าเป็นชายชู้ผู้นั้นเล่าขอรับ”
ภายใต้สายตาเย็นชาของไป๋หลี่จิ่น กับการเอ่ยว่าชายชู้ของเฮยเย่า “อย่างไรเสียท่านก็คือชายผู้อยู่เบื้องหลังของคุณหนูตระกูลซูอยู่แล้ว!”
ไป๋หลี่จิ่นถูกใจวิธีการนี้มาก คืนนั้นจึงออกจากวังแล้วแอบเข้าไปยังจวนแม่ทัพ
เมื่อเห็นท่านอ๋องไม่เข้าทางประตูดีๆ กลับทำตัวเยี่ยงโจรปีนกำแพงเข้าไปยังจวนแม่ทัพ เฮยเย่าผู้อยู่เบื้องหลัง ได้แต่ถอนหายใจให้กับความหลงใหลของท่านอ๋อง พลางเอือมระอาให้กับการเฝ้ายามของจวนแม่ทัพ
จริงๆแล้ว การเฝ้ายามของจวนแม่ทัพนั้นถือว่าเข้มงวด แต่ด้วยฝีมือดีอย่างไป๋หลี่จิ่น จึงเล็ดลอดสายตาเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
ซูหนิงซีหลับไปแล้ว และดูเหมือนว่าข่าวลือที่แพร่อยู่นั้นจะไม่กระทบต่อนางเท่าไหร่นัก
เมื่อได้ยินเสียงกระทบบนหลังคา ดวงตาของซูหนิงซีก็เปิดขึ้นในทันที กลั้นหายใจอย่างไม่รู้ตัว เกิดเสียงเตือนดังขึ้นภายในใจ
ไป๋หลี่จิ่นกระโดดหมุนตัวลงยังพื้น ค่อยๆเปิดประตูเข้าไปด้านใน มองไปรอบๆภายในห้องแล้วค่อยๆแอบเดินไปยังเตียงของซูหนิงซี
ซูหนิงซีแสล้งทำเป็นหลับตา อดทนต่อสายตาที่ส่องประกายดั่งไฟส่องทางของไป๋หลี่จิ่น
อดทนได้ครึ่งก้านธูป[3]นางทนต่อไม่ไหว จึงลืมตาขึ้นแล้วถามว่า “ท่านอ๋องมองพอหรือยังเจ้าคะ?”
“อืม”
ไป๋หลี่จิ่นไม่รู้สึกเขิลอายที่ถูกจับได้ แต่ค่อยๆนั่งลงด้านข้าง
หลังจากอาหารมื้อนั้น ทั้งสองจึงคุ้นเคยกันมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน
ยิ่งกว่านั้น ภายในหัวใจของทั้งสองไม่ต่างจากสหาย รู้สึกคุ้นเคยมากกว่าคนทั่วไป
“ดึกดื่นเช่นนี้เหตุใดยังไม่หลับนอน ท่านเข้ามาทำอะไรในห้องของข้า?”
ซูหนิงซีนั่งห่อตัวด้วยผ้าห่มจ้องมองไป๋หลี่จิ่นด้วยสายตาเศร้าหมอง“ชายหญิงมิควรใกล้ชิดกันรู้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ไป๋หลี่จิ่นมองจึงทอดออกไปนอกหน้าต่างเพื่อปิดบังความเขิลอายทางสายตา “ข้ามีเรื่องต้องพูดกับเจ้า”
“วันนี้ท่านยุ่งมากหรือ?เหตุใดจึงต้องมาหาข้ากลางดึกเช่นนี้?ท่านไม่รู้หรือว่าข่าวลือเรื่องข้าและชายชู้แพร่ไปทั่วแล้ว?ยามนี้มีสายตามากมายจ้องมองมาที่ข้า ต่อให้กระโดดลงแม่น้ำเหลืองก็ล้างออกไม่เกลี้ยง[4] !”
สีหน้าเศร้าหมองของซูหนิงซีเด่นชัดขึ้น เป็นการร้องทุกข์ที่ช่างน่าสงสารยิ่งนัก
ยามนี้ด้านนอก มีสาวใช้ผู้หนึ่งแอบยิ้มอย่างมีความสุข ค่อยๆเขย่งเท้าเดินออกจากกำแพง
เชิงอรรถ
[1]พลิกหน้า หมายถึงสีหน้าท่าทางอารมณ์เปลี่ยนจากดีเป็นร้ายในเวลาอันรวดเร็ว ราวกับว่าแค่หันหน้าอารมณ์ก็เปลี่ยนไปแล้ว
[2]โอบอุ้มสาวงาม คำเปรียบเปรยหมายถึง การทำสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี อิ่มอกอิ่มใจราวกับได้อุ้มสาวงามกลับมา
[3]เวลาหนึ่งก้านธูปประมาณ15นาที
[4]สุภาษิตจีน แปลตรงตัวคือ กระโดดลงแม่น้ำเหลืองเพื่อล้างตัว อย่างไรก็ล้างไม่เกลี้ยง เป็นคำอุปมา หมายถึง ไม่ว่าจะแก้ต่างอย่างไร ก็ฟังไม่ขึ้น
แม่เฒ่าหลี่รีบกล่าวคนแรก“คุณหนูใหญ่มาได้อย่างไรเจ้าคะ? ห้องครัวเป็นสถานที่สกปรก เกรงว่าอาภรณ์ของคุณหนูจะเปื้อนเอาได้นะเจ้าคะ
“ห้องครัวเป็นสถานที่สกปรกหรือ?แล้วส้วมเล่าเป็นสถานที่เช่นใด?”
ซูหนิงซีเหลือบมองแม่เฒ่าหลี่ด้วยสายตาเย็นชา “เดิมทีข้าไม่อยากจะพูดจาไร้สาระกับพวกเจ้า แต่นินทาเจ้านายลับหลัง คนหนึ่งสมควรโดนตบยี่สิบที ข้ากำลังนับอยู่ ”
ขณะพูดอยู่นั้น ซูหนิงซีก็นั่งลงบนเก้าอี้
“คุณหนูใหญ่ไว้ชีวิตข้าด้วย……”
ทันใดที่ได้ยินว่าตบปากยี่สิบที แม่เฒ่าทั้งหลายรีบคุกเข่าร้องขอความเมตตาด้วยความตกใจ
ซูหนิงซีเมินพวกนางพร้อมรับชามข้าวต้มลูกเดือยที่หลิ่วเอ๋อร์ส่งให้ พร้อมตักเข้าปากที่ละนิดๆ“รู้ผิดแล้วรึ?เมื่อครู่ข้ายังได้ยินพวกเจ้าพูดคุยกันสนุกปาก”
ในใจแม่เฒ่าหลี่ไม่ยินยอมนัก แต่นางเองก็ไม่กล้าที่จะท้าทายซูหนิงซี
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงเหตุผลที่คุณหนูใหญ่จู่ๆก็พลันเปลี่ยนนิสัยเป็นคนละคนเช่นนี้ ได้ยินว่าไม่กี่วันมานี้แม้แต่ฮูหยินนางยังไม่เห็นอยู่ในสายตา แม้กระทั่งองค์รัชทายาทนางยังกล้าท้าทาย
“คุณหนูใหญ่ พวกข้าเพียงแต่ได้ยินข่าวลือมาเท่านั้น ไม่มีผู้ใดกล้านินทาว่าร้ายคุณหนูหรอกเจ้าค่ะ คุณหนูโปรดเมตตาด้วย!”
แม่เฒ่าหลี่ร้องขอความเมตตา
“เจ้าเองรู้ดีว่าเป็นเพียงข่าวลือ แต่ยังกล้าปล่อยข่าวลับหลังข้า แม่เฒ่าหลี่เจ้าคิดอันใดอยู่?!”
ซูหนิงซีพลิกหน้า[1]ทันควัน ทุบชามข้าวต้มอุ่นๆลงที่ไหล่ของแม่เฒ่าหลี่ พร้อมลุกขึ้นตะโกนเสียงดัง
ข้าวต้มกระเด็มเต็มไปทั่วหน้า หัว และไหล่ของแม่เฒ่าหลี่ นางเจ็บแขนจากการโดนทุบ ไม่กล้าแม่กระทั่งหายใจ “คุณหนูโปรดตรวจสอบด้วยเจ้าค่ะ ข้าไม่มิได้เป็นผู้ปล่อยข่าวลือนะเจ้าคะ……”
“นอกจากนี้ ข้าวลือที่แพร่ไปทั่วทั้งเมืองหลวง ไม่ได้เกิดจากข้าเป็นผู้ปล่อยข่าวลือเลยเจ้าค่ะ!”
แม่เฒ่าหลี่ร้องตะโกนขอความเป็นธรรม
“พวกเจ้าจะลงมือตบเองยี่สิบที หรือให้ข้าลงมือ?หรือว่า อยากถูกขายออกไปดี?”
ซูหนิงซีไม่ได้สนใจนาง สีหน้าบึ้งตึง มองแล้วน่าหวาดกลัวยิ่งนัก
มองไม่ออกเลยจริงๆว่าเดิมทีนางขี้ขลาดเพียงไหน คนรับใช้จึงได้กล้าขี่ขึ้นมาบนหัวของนางเช่นนี้!
งานในจวนแม่ทัพนั้นไม่ได้หนักนัก การปฏิบัติต่อคนรับใช้ถือว่าดีมากเมื่อเทียบกับจวนอื่นๆ พวกแม่เฒ่าย่อมกลัวที่จะเสียงานดีๆเช่นนี้ไป จึงได้แต่ก้มหน้ากัดฟันตบปากตัวเอง
แสงอบอุ่นจากดวงอาทิตย์เมื่อสาดส่อง ทำให้รู้สึกสบายยิ่งนัก
เสียงตบหน้าทีละฉาดทีละฉาด ได้ยินแล้วช่างจรรโลงใจเหลือเกิน
ข่าวลือที่แพร่สะพัดอยู่นั้นออกมาจากปากผู้ใด ซูหนิงซีรู้ดีอยู่แก่ใจ
อย่างไรเสีย ในเมื่อวันนี้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ก็คงนับได้ว่าเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น
เมื่อนางได้หลักฐานเมื่อใด แน่นอนว่าไม่มีทางปล่อยผ่านไปง่ายๆอย่างแน่นอน
เหตุการณ์ในครัวล่วงรู้ถึงหูนางเฉียวอย่างรวดเร็ว นางโมโหทุบชุดชาลายครามไปหลายชุด “นังเด็กสารเลวนี่นับวันยิ่งอวดดีขึ้นเรื่อยๆ!”
“นางช่างโอหังยิ่งนัก!กล้าดีอย่างไรมาแตะต้องคนของข้า!”
“ฮูหยินอย่างข้าสิถึงจะเป็นนายหญิงตัวจริง นี่นางคิดว่านางเป็นนายหญิงของจวนแม่ทัพรึอย่างไร!”
เยว่หงขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ฮูหญิง ข้าน้อยมีแผนเจ้าค่ะ……”
ถึงแม้ว่าข่าวลือจะสะพัดไปทั่วเมืองหลวง แต่ในวังหลวงกลับไม่มีผู้ใดพูดถึง ก่อนหน้านี้ขนาดการนอกใจของไป๋หลี่เหิงยังไม่มีผู้ใดเอ่ยถึง ดังนั้นข่าวลือนี้ก็เป็นได้แค่เพียงข่าวลือ
ซูหนิงซีไม่สนใจ ฮ่องเต้ไม่สนใจ ข่าวลือนี้จึงไม่ก่อให้เกิดปัญหานัก
แต่หากว่าให้ไป๋หลี่เหิงพบเห็นซูหนิงซีและชายชู้ด้วยตาตัวเองแล้วล่ะก็……
เกรงว่านางคงต้องลำบากเป็นแน่
หลังฟังเยว่หงพูดจบ นางเฉียวครุ่นคิดเดินไปมาได้สองก้าวก็ยกมือขึ้นปรบมือด้วยสายตาชัวร้าย“ดีมาก!เป็นนางเองที่ท้าทายข้า จะหาว่าข้าไม่เกรงใจไม่ได้!”
ข่าวลือที่แพร่ไปทั่วทั้งเมืองหลวงสุดท้ายก็ถึงหูไป๋หลี่จิ่น
เฮยเย่ากล่าวด้วยท่าทีกระตือรือร้น “ท่านอ๋อง ดูท่าโอกาสพิทักษ์หญิงงามของท่านมาถึงแล้วขอรับ!มีวิธีที่จะโอบอุ้มสาวงาม[2]เป็นร้อยวิธี ท่านสนใจฟังหรือไม่?”
“ไสหัวไปซะ”
ไป๋หลี่จิ่นเหลือบมองครู่หนึ่งพร้อมเอ่ยออกมาด้วยถ้อยคำเย็นชา
เฮยเย่ารีบไปในทันที
ไป๋หลี่จิ่นครุ่นคิดอยู่ว่าจะลงมืออย่างไรและเริ่มจากใคร จึงจะช่วยปัดเป่าข่าวลือที่ไม่ส่งผลดีต่อซูหนิงซีนี้ได้ และทำอย่างไรเพื่อให้นางได้ตอบแทนคุณนี้
เฮยเย่าที่พึ่งออกไป ยื่นคอเข้ามาอย่างกล้าหาญ “ท่านอ๋อง ขออภัยที่ข้าพูดมาก แต่ข่าวลือครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อท่านนะขอรับ!”
“ท่านมีใจให้คุณหนูตระกูลซูมาหลายปีแล้ว ก่อนหน้านี้เป็นเพราะองค์รัชทายาทจึงทำอะไรไม่ได้ แต่ในเมื่อตอนนี้องค์รัชทายาทกับคุณหนูตระกูลซูยกเลิกหมั้นหมายแล้ว ทำไมท่านไม่……”
เฮยเย่าแนะนำอย่างจริงใจ“ท่านไม่ถือโอกาสนี้ยอมรับไปเลยว่าเป็นชายชู้ผู้นั้นเล่าขอรับ”
ภายใต้สายตาเย็นชาของไป๋หลี่จิ่น กับการเอ่ยว่าชายชู้ของเฮยเย่า “อย่างไรเสียท่านก็คือชายผู้อยู่เบื้องหลังของคุณหนูตระกูลซูอยู่แล้ว!”
ไป๋หลี่จิ่นถูกใจวิธีการนี้มาก คืนนั้นจึงออกจากวังแล้วแอบเข้าไปยังจวนแม่ทัพ
เมื่อเห็นท่านอ๋องไม่เข้าทางประตูดีๆ กลับทำตัวเยี่ยงโจรปีนกำแพงเข้าไปยังจวนแม่ทัพ เฮยเย่าผู้อยู่เบื้องหลัง ได้แต่ถอนหายใจให้กับความหลงใหลของท่านอ๋อง พลางเอือมระอาให้กับการเฝ้ายามของจวนแม่ทัพ
จริงๆแล้ว การเฝ้ายามของจวนแม่ทัพนั้นถือว่าเข้มงวด แต่ด้วยฝีมือดีอย่างไป๋หลี่จิ่น จึงเล็ดลอดสายตาเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
ซูหนิงซีหลับไปแล้ว และดูเหมือนว่าข่าวลือที่แพร่อยู่นั้นจะไม่กระทบต่อนางเท่าไหร่นัก
เมื่อได้ยินเสียงกระทบบนหลังคา ดวงตาของซูหนิงซีก็เปิดขึ้นในทันที กลั้นหายใจอย่างไม่รู้ตัว เกิดเสียงเตือนดังขึ้นภายในใจ
ไป๋หลี่จิ่นกระโดดหมุนตัวลงยังพื้น ค่อยๆเปิดประตูเข้าไปด้านใน มองไปรอบๆภายในห้องแล้วค่อยๆแอบเดินไปยังเตียงของซูหนิงซี
ซูหนิงซีแสล้งทำเป็นหลับตา อดทนต่อสายตาที่ส่องประกายดั่งไฟส่องทางของไป๋หลี่จิ่น
อดทนได้ครึ่งก้านธูป[3]นางทนต่อไม่ไหว จึงลืมตาขึ้นแล้วถามว่า “ท่านอ๋องมองพอหรือยังเจ้าคะ?”
“อืม”
ไป๋หลี่จิ่นไม่รู้สึกเขิลอายที่ถูกจับได้ แต่ค่อยๆนั่งลงด้านข้าง
หลังจากอาหารมื้อนั้น ทั้งสองจึงคุ้นเคยกันมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน
ยิ่งกว่านั้น ภายในหัวใจของทั้งสองไม่ต่างจากสหาย รู้สึกคุ้นเคยมากกว่าคนทั่วไป
“ดึกดื่นเช่นนี้เหตุใดยังไม่หลับนอน ท่านเข้ามาทำอะไรในห้องของข้า?”
ซูหนิงซีนั่งห่อตัวด้วยผ้าห่มจ้องมองไป๋หลี่จิ่นด้วยสายตาเศร้าหมอง“ชายหญิงมิควรใกล้ชิดกันรู้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ไป๋หลี่จิ่นมองจึงทอดออกไปนอกหน้าต่างเพื่อปิดบังความเขิลอายทางสายตา “ข้ามีเรื่องต้องพูดกับเจ้า”
“วันนี้ท่านยุ่งมากหรือ?เหตุใดจึงต้องมาหาข้ากลางดึกเช่นนี้?ท่านไม่รู้หรือว่าข่าวลือเรื่องข้าและชายชู้แพร่ไปทั่วแล้ว?ยามนี้มีสายตามากมายจ้องมองมาที่ข้า ต่อให้กระโดดลงแม่น้ำเหลืองก็ล้างออกไม่เกลี้ยง[4] !”
สีหน้าเศร้าหมองของซูหนิงซีเด่นชัดขึ้น เป็นการร้องทุกข์ที่ช่างน่าสงสารยิ่งนัก
ยามนี้ด้านนอก มีสาวใช้ผู้หนึ่งแอบยิ้มอย่างมีความสุข ค่อยๆเขย่งเท้าเดินออกจากกำแพง
เชิงอรรถ
[1]พลิกหน้า หมายถึงสีหน้าท่าทางอารมณ์เปลี่ยนจากดีเป็นร้ายในเวลาอันรวดเร็ว ราวกับว่าแค่หันหน้าอารมณ์ก็เปลี่ยนไปแล้ว
[2]โอบอุ้มสาวงาม คำเปรียบเปรยหมายถึง การทำสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี อิ่มอกอิ่มใจราวกับได้อุ้มสาวงามกลับมา
[3]เวลาหนึ่งก้านธูปประมาณ15นาที
[4]สุภาษิตจีน แปลตรงตัวคือ กระโดดลงแม่น้ำเหลืองเพื่อล้างตัว อย่างไรก็ล้างไม่เกลี้ยง เป็นคำอุปมา หมายถึง ไม่ว่าจะแก้ต่างอย่างไร ก็ฟังไม่ขึ้น
HELLOTOOL SDN BHD © 2020 www.readmeapps.com All rights reserved