บทที่8 ที่แท้ก็มีคนใหญ่คนโตอยู่เบื้องหลัง
by อี้อี้
13:07,Mar 13,2022
ไป๋หลี่จิ่นเดิมสูงกว่าไป๋หลี่เหิงอยู่ครึ่งหัว แต่ตอนนี้ยืนบนขั้นบันไดข้างเตียง ยิ่งทำให้เขาดูสง่างามและความสูงของเขาบดขยี้ไป๋หลี่เหิงอย่างสมบูรณ์แบบ
เพียงแค่ได้ยินเสียงธรรมดาเท่านั้น ไป๋หลี่เหิงแทบจะทรุดลงนั่งกับพื้น
ท่าทางของซูหงเหว่ยประหลาดใจมาก รีบก้มหัวอย่างรวดเร็วเพื่อซ่อนสีหน้าของเขาไหว
ซูหนิงซานมองซูหนิงซีอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองพลางพึมพำว่า “เป็นไปได้อย่างไร……”
เซ่อเจิ้งอ๋องจะสนใจในซูหนิงซีได้อย่างไร?!
นางเฉียวคว้ามือของซูหนิงซานไว้ด้านหลัง บีบสองสามครั้ง ส่งสัญญาณให้นางหยุดส่งเสียง
เมื่อเห็นว่าซูหนิงซียังคงห่อตัวอยู่ในผ้าห่ม หรือว่านี่อาจจะไม่จริงก็เป็นได้
นังเด็กสารเลวนี่คิดไม่ถึงว่าแม้องค์รัชทายาทจะถีบหัวส่งนางแล้ว นางยังติดต่อเซ่อเจิ้งอ๋องลับหลังอีก
ไม่แปลกใจที่ยกเลิกการอภิเษกกับองค์รัชทายาท ที่แท้ก็มีคนใหญ่คนโตอยู่เบื้องหลังนี่เอง
นางเฉียวกัดฟันด้วยความเกลียดชัง เล็บของนางฝังลึกอยู่ที่ฝ่ามือ ในเวลานี้นางไม่กล้าเอ่ยอันใด ได้แต่ก้มหน้าอย่างไม่เต็มใจ รอคอยโอกาสที่จะได้จัดการซูหนิงซีในวันหลัง
ไป๋หลี่จิ่นกวาดสายตามองผู้ที่อยู่ตรงนั้น นึกขึ้นได้ว่าซูหนิงซียังคงห่อตัวอยู่ในผ้าห่ม จึงรีบหลบสายตาลงและออกไป
ซูหงเหว่ยเดินตามหลังไปด้วยความสั่นเทา ในใจได้แต่ครุ่นคิด
นางเฉียวและซูหนิงซานพากันลุกขึ้นพร้อมทั้งไป๋หลี่เหิง ก่อนจะหันกลับมามองซูหนิงซีก่อนที่ทั้งสามจะค่อยๆเดินออกไปข้างนอก
ซูหนิงซีรีบสวมอาภรณ์ จัดการความเรียบร้อยเล็กน้อย แล้วรีบออกไป
เรื่องราวคืนนี้คลี่คลายลงแล้ว
ด้านนอก ซูหงเหว่ยกล่าวกับไป๋หลี่จิ่นด้วยความละอาย
ไป๋หลี่จิ่นก้มหน้าด้วยความเขิลอายเล็กน้อย ไม่ได้สนใจคำเยินยอใดๆของซูหงเหว่ย นึกถึงคำพูดของเฮยเย่าก่อนหน้านี้“หน้าหนาเข้าไว้จะได้กินเนื้อ[1]”ในใจจึงคิดว่าจะต้องใช้โอกาสนี้คว้าซูหนิงซีเอาไว้ให้ได้
ไป๋หลี่เหิงใบหน้าขมขื่น ต่อว่าซูหนิงซานอยู่ในใจ
ถ้าหากเปลี่ยนเป็นชายผู้อื่น วันนี้ถูกเขาจับได้ ท้ายที่สุุดก็ยังคงเป็นองค์รัชทายาทอยู่ อยากทำอย่างไรกับชายหญิงชู้คู่นี้ก็ย่อมได้ทั้งนั้น
แต่คนๆนี้กลับกลายเป็นไป๋หลี่จิ่น
เมื่อเห็นซูหนิงซีออกมา ไป๋หลี่จิ่นพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เมื่อเร็วๆนี้ ข้าได้ยินข่าวลือหนาหู”
นางเฉียวใจเต้นรัว และมีลางสังหรณ์ว่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้น
"แม้ว่าโดยปกติข้าจะไม่สนใจข่าวลือนัก แต่ครั้งนี้ ไม่นึกเลยว่าข้ากลับกลายเป็นตัวเอกของข่าวลือนี้"
ไป๋หลี่จิ่นยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ดูแล้วอารมณ์ดีใช่เล่น
ไป๋หลี่เหิงเฝ้าสังเกตท่าทีของเขาอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของไป๋หลี่จิ่น จึงรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย
เสด็จอาเจ็ด ควรจะกริ้วถึงจะถูกสิ
“ เสียหายต่อข้าถือว่าเล็กน้อย แต่กลับทำให้หนิงซีเสียชื่อ เช่นนี้หญิงที่ยังไม่ทันได้แต่งออกจากเรือน จะมีหน้าไปพบเจอผู้คนได้อย่างไร?”
ทุกคนต่างรู้สึกว่าคำพูดเช่นนี้ดูแปลกยิ่งนัก
ไป๋หลี่จิ่นในฐานะเซ่อเจิ้งอ๋อง ในเมืองหลวงมีข่าวลือไม่ดีเกี่ยวกับเขาเช่นนี้ เขายังคิดว่าเป็นเรื่องเพียงเล็กน้อย และกลับกังวลว่าเสียหายต่อชื่อเสียงของซูหนิงซี ?!
เช่นนี้แสดงว่าอย่างไร?
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเขาใส่ใจความรู้สึกของซูหนิงซี
ไม่ว่าในใจของผู้อื่นจะคิดเช่นไร เมื่อเห็นซูหนิงซีร่วมมือแสดงสีหน้าหม่นหมองไปด้วย ไป๋หลี่จิ่นจึงเอ่ยต่อว่า “ดังนั้น ข้าขอสั่งให้สอบสวนให้ชัดเจน ค้นหาว่าผู้ใดเป็นผู้ปล่อยข่าวลือ”
นางเฉียวหน้าซีด ใจยิ่งเต้นรัวด้วยความว้าวุ่น
หากไม่ได้นั่งอยู่ เกรงว่านางอาจจะตกใจจนเป็นลมล้มลงไปแล้ว
ข่าวลือนี้ แน่นอนว่าเป็นนางที่สั่งให้ปล่อยออกไป
ไป๋หลี่จิ่นเห็นถึงท่าทีของนางเฉียว เอ่ยพลางแสยะยิ้ม “ท่านแม่ทัพซู ข้าเห็นถึงความกล้าหาญในสนามรบของเจ้ามาโดยตลอด แต่ทำไมเรื่องในจวนท่านถึงจัดการไม่ได้เล่า?”
ผู้ที่แทบจะไม่มีสติอย่างซูหงเหว่ย เมื่อได้ยินชื่อตนเอง ถึงกับสะดุ้งขึ้นมา
เขาลุกขึ้นยืน ใบหน้ายิ้มแห้ง “ข้าน้อยไม่ทราบว่าท่านอ๋องหมายถึงสิ่งใด?”
“ข้าได้ตรวจสอบแล้ว ข่าวลือนี้ เดิมทีหลุดออกมาจากจวนแม่ทัพของท่าน”
ไป๋หลี่จิ่นยังคงทำท่าทีแสยะยิ้ม พูดจาคลุมเครือ ทำให้ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
ซูหงเหว่ยมิใช่คนไม่รู้ความ เมื่อได้ยินเช่นนั้นคิดไปคิดมาก็รู้ได้ทันทีว่าไป๋หลี่จิ่นหมายถึงอะไร
เขาจึงรีบคุกเข่าอ้อนวอน“ท่านอ๋องอย่าทรงกริ้ว!เป็นข้าน้อยเองที่ไม่เข้มงวด”
“ท่านอ๋องโปรดทรงวางพระทัย ข้าน้อยจะตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าผู้ใดเป็นผู้ปล่อยข่าวลือ พร้อมคืนความยุติธรรมให้ท่านและหนิงซี!”
ซูหนิงซีอดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ย
เมื่อครู่ยังเอ่ยว่าตนเองไม่เข้มงวด ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าผู้ใดเป็นคนทำ ยังคิดที่จะปกป้องนางเฉียว
อย่าให้พูดเลย ซูหงเหว่ยจิตใจลำเอียงเพียงใด
ซูหนิงซีไม่คิดที่จะคาดหวังอะไร เพียงแค่ยังมีความยุติธรรมอยู่บ้างก็พอ
“ความยุติธรรม?ข้าอยากได้จากเจ้าด้วยหรือ?”
ไป๋หลี่เหิงยิ้มด้วยสีหน้าเย็นชา
ในฐานะผู้ที่อยู่ใต้คนๆเดียว แต่อยู่เหนือคนนับหมื่นอย่างเซ่อเจิ้งอ๋อง เขาไป๋หลี่เหิงยังต้องการความยุติธรรมจากแม่ทัพเพียงคนเดียวอยู่อีกหรือ?!
รอยยิ้มเย็นชานี้ทำให้จิตใจของซูหงเหว่ยสั่นสะท้านไปด้วยความเกรงกลัว ด้วยการที่เขาตอบสนองโดยไม่รู้ตัว และดูเหมือนว่าเขาจะลำเอียงเล็กน้อยเมื่อพูดเช่นนั้น
“ชื่อเสียงลูกสาวของตนถูกทำให้เสียหาย แม่ทัพซูไม่เพียงแต่ไม่ปกป้อง แต่ยังเจตนาที่จะลำเอียงอีกหรือ!”
ไป๋หลี่จิ่นไม่ไว้หน้าซูหงเหว่ย ยังคงตำหนิอย่างไม่เกรงใจ “เนื่องจากเรื่องนี้พัวพันถึงข้า ข้าจึงไม่สามารถเพิกเฉยได้”
เมื่อพูดอย่างนั้นแล้ว ดวงตาเย็นชาของไป๋หลี่จิ่นจับจ้องไปยังนางเฉียว ด้านหลังรู้สึกเหมือนมีมีดส่องเล่มจ่ออยู่ นางจึงได้แต่ก้มหัวรู้สึกผิด
“ฮูหยินซู ท่านมีอะไรจะกล่าวหรือไม่?”
ฮูหยินซูคำนี้ ไป๋หลี่จิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ท่าทีเยาะเย้ยเสียดสี
นางเฉียวสะดุ้งเงยหน้าขึ้นในทันที แต่ภายใต้สายตาเฉียบคมของไป๋หลี่จิ่น กลับทำให้นางพูดอะไรไม่ออก
เมื่อซูหนิงซานเห็นเช่นนี้ จึงทำได้เพียงส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากไป๋หลี่เหิง
เมื่อถูกส่งสายตาอ้อนวอนจากนางอยู่พักใหญ่ ไป๋หลี่เหิงจึงรวบรวมความกล้าเพื่อเอ่ยถาม “เสด็จอาเจ็ด ท่านตรัสเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับฮูหยินซูหรือ?”
ช่างน่าผิดหวังยิ่งนัก
เขาลุ่มหลงในตัวซูหนิงซานจนทำให้ลืมไปแล้วว่าตนเองเป็นใคร
ไป๋หลี่จิ่นเหลือบมองด้วยสายตาเย็นชา และด่าทอต่อความไม่สมควรนี้ “ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเสด็จพ่อเจ้าถึงตรัสทุกวันว่าเจ้าไม่มีสมอง”
“เสด็จอาเจ็ด นี่ท่านว่าข้า……”
ไป๋หลี่เหิงท้วงอยู่เบาๆ
เมื่อเห็นไป๋หลี่เหิงไม่กล้าพูดต่อ นางเฉียวจึงไม่กล้าส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากซูหนิงซานและไป๋หลี่เหิงอีก ได้แต่รีบคุกเข่าด้วยท่าทีเศร้าสร้อย“คำพูดที่ท่านอ๋องตรัส ข้าน้อยไม่เข้าใจเพคะ”
“ไม่เข้าใจ?งั้นดูสิ ว่าเจ้ารู้จักคนผู้นี้หรือไม่?”
ไป๋หลี่จิ่นโบกมือ เฮยเย่าเดินเข้ามาพร้อมใครบางคน
เชิงอรรถ
[1] หน้าหนาเข้าไว้จะได้กินเนื้อ คำเปรียบเปรยมีความหมายว่า ยอมหน้าด้านหน้าทนเพื่อที่จะได้ผลตอบแทนอันดีงาม
เพียงแค่ได้ยินเสียงธรรมดาเท่านั้น ไป๋หลี่เหิงแทบจะทรุดลงนั่งกับพื้น
ท่าทางของซูหงเหว่ยประหลาดใจมาก รีบก้มหัวอย่างรวดเร็วเพื่อซ่อนสีหน้าของเขาไหว
ซูหนิงซานมองซูหนิงซีอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองพลางพึมพำว่า “เป็นไปได้อย่างไร……”
เซ่อเจิ้งอ๋องจะสนใจในซูหนิงซีได้อย่างไร?!
นางเฉียวคว้ามือของซูหนิงซานไว้ด้านหลัง บีบสองสามครั้ง ส่งสัญญาณให้นางหยุดส่งเสียง
เมื่อเห็นว่าซูหนิงซียังคงห่อตัวอยู่ในผ้าห่ม หรือว่านี่อาจจะไม่จริงก็เป็นได้
นังเด็กสารเลวนี่คิดไม่ถึงว่าแม้องค์รัชทายาทจะถีบหัวส่งนางแล้ว นางยังติดต่อเซ่อเจิ้งอ๋องลับหลังอีก
ไม่แปลกใจที่ยกเลิกการอภิเษกกับองค์รัชทายาท ที่แท้ก็มีคนใหญ่คนโตอยู่เบื้องหลังนี่เอง
นางเฉียวกัดฟันด้วยความเกลียดชัง เล็บของนางฝังลึกอยู่ที่ฝ่ามือ ในเวลานี้นางไม่กล้าเอ่ยอันใด ได้แต่ก้มหน้าอย่างไม่เต็มใจ รอคอยโอกาสที่จะได้จัดการซูหนิงซีในวันหลัง
ไป๋หลี่จิ่นกวาดสายตามองผู้ที่อยู่ตรงนั้น นึกขึ้นได้ว่าซูหนิงซียังคงห่อตัวอยู่ในผ้าห่ม จึงรีบหลบสายตาลงและออกไป
ซูหงเหว่ยเดินตามหลังไปด้วยความสั่นเทา ในใจได้แต่ครุ่นคิด
นางเฉียวและซูหนิงซานพากันลุกขึ้นพร้อมทั้งไป๋หลี่เหิง ก่อนจะหันกลับมามองซูหนิงซีก่อนที่ทั้งสามจะค่อยๆเดินออกไปข้างนอก
ซูหนิงซีรีบสวมอาภรณ์ จัดการความเรียบร้อยเล็กน้อย แล้วรีบออกไป
เรื่องราวคืนนี้คลี่คลายลงแล้ว
ด้านนอก ซูหงเหว่ยกล่าวกับไป๋หลี่จิ่นด้วยความละอาย
ไป๋หลี่จิ่นก้มหน้าด้วยความเขิลอายเล็กน้อย ไม่ได้สนใจคำเยินยอใดๆของซูหงเหว่ย นึกถึงคำพูดของเฮยเย่าก่อนหน้านี้“หน้าหนาเข้าไว้จะได้กินเนื้อ[1]”ในใจจึงคิดว่าจะต้องใช้โอกาสนี้คว้าซูหนิงซีเอาไว้ให้ได้
ไป๋หลี่เหิงใบหน้าขมขื่น ต่อว่าซูหนิงซานอยู่ในใจ
ถ้าหากเปลี่ยนเป็นชายผู้อื่น วันนี้ถูกเขาจับได้ ท้ายที่สุุดก็ยังคงเป็นองค์รัชทายาทอยู่ อยากทำอย่างไรกับชายหญิงชู้คู่นี้ก็ย่อมได้ทั้งนั้น
แต่คนๆนี้กลับกลายเป็นไป๋หลี่จิ่น
เมื่อเห็นซูหนิงซีออกมา ไป๋หลี่จิ่นพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เมื่อเร็วๆนี้ ข้าได้ยินข่าวลือหนาหู”
นางเฉียวใจเต้นรัว และมีลางสังหรณ์ว่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้น
"แม้ว่าโดยปกติข้าจะไม่สนใจข่าวลือนัก แต่ครั้งนี้ ไม่นึกเลยว่าข้ากลับกลายเป็นตัวเอกของข่าวลือนี้"
ไป๋หลี่จิ่นยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ดูแล้วอารมณ์ดีใช่เล่น
ไป๋หลี่เหิงเฝ้าสังเกตท่าทีของเขาอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของไป๋หลี่จิ่น จึงรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย
เสด็จอาเจ็ด ควรจะกริ้วถึงจะถูกสิ
“ เสียหายต่อข้าถือว่าเล็กน้อย แต่กลับทำให้หนิงซีเสียชื่อ เช่นนี้หญิงที่ยังไม่ทันได้แต่งออกจากเรือน จะมีหน้าไปพบเจอผู้คนได้อย่างไร?”
ทุกคนต่างรู้สึกว่าคำพูดเช่นนี้ดูแปลกยิ่งนัก
ไป๋หลี่จิ่นในฐานะเซ่อเจิ้งอ๋อง ในเมืองหลวงมีข่าวลือไม่ดีเกี่ยวกับเขาเช่นนี้ เขายังคิดว่าเป็นเรื่องเพียงเล็กน้อย และกลับกังวลว่าเสียหายต่อชื่อเสียงของซูหนิงซี ?!
เช่นนี้แสดงว่าอย่างไร?
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเขาใส่ใจความรู้สึกของซูหนิงซี
ไม่ว่าในใจของผู้อื่นจะคิดเช่นไร เมื่อเห็นซูหนิงซีร่วมมือแสดงสีหน้าหม่นหมองไปด้วย ไป๋หลี่จิ่นจึงเอ่ยต่อว่า “ดังนั้น ข้าขอสั่งให้สอบสวนให้ชัดเจน ค้นหาว่าผู้ใดเป็นผู้ปล่อยข่าวลือ”
นางเฉียวหน้าซีด ใจยิ่งเต้นรัวด้วยความว้าวุ่น
หากไม่ได้นั่งอยู่ เกรงว่านางอาจจะตกใจจนเป็นลมล้มลงไปแล้ว
ข่าวลือนี้ แน่นอนว่าเป็นนางที่สั่งให้ปล่อยออกไป
ไป๋หลี่จิ่นเห็นถึงท่าทีของนางเฉียว เอ่ยพลางแสยะยิ้ม “ท่านแม่ทัพซู ข้าเห็นถึงความกล้าหาญในสนามรบของเจ้ามาโดยตลอด แต่ทำไมเรื่องในจวนท่านถึงจัดการไม่ได้เล่า?”
ผู้ที่แทบจะไม่มีสติอย่างซูหงเหว่ย เมื่อได้ยินชื่อตนเอง ถึงกับสะดุ้งขึ้นมา
เขาลุกขึ้นยืน ใบหน้ายิ้มแห้ง “ข้าน้อยไม่ทราบว่าท่านอ๋องหมายถึงสิ่งใด?”
“ข้าได้ตรวจสอบแล้ว ข่าวลือนี้ เดิมทีหลุดออกมาจากจวนแม่ทัพของท่าน”
ไป๋หลี่จิ่นยังคงทำท่าทีแสยะยิ้ม พูดจาคลุมเครือ ทำให้ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
ซูหงเหว่ยมิใช่คนไม่รู้ความ เมื่อได้ยินเช่นนั้นคิดไปคิดมาก็รู้ได้ทันทีว่าไป๋หลี่จิ่นหมายถึงอะไร
เขาจึงรีบคุกเข่าอ้อนวอน“ท่านอ๋องอย่าทรงกริ้ว!เป็นข้าน้อยเองที่ไม่เข้มงวด”
“ท่านอ๋องโปรดทรงวางพระทัย ข้าน้อยจะตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าผู้ใดเป็นผู้ปล่อยข่าวลือ พร้อมคืนความยุติธรรมให้ท่านและหนิงซี!”
ซูหนิงซีอดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ย
เมื่อครู่ยังเอ่ยว่าตนเองไม่เข้มงวด ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าผู้ใดเป็นคนทำ ยังคิดที่จะปกป้องนางเฉียว
อย่าให้พูดเลย ซูหงเหว่ยจิตใจลำเอียงเพียงใด
ซูหนิงซีไม่คิดที่จะคาดหวังอะไร เพียงแค่ยังมีความยุติธรรมอยู่บ้างก็พอ
“ความยุติธรรม?ข้าอยากได้จากเจ้าด้วยหรือ?”
ไป๋หลี่เหิงยิ้มด้วยสีหน้าเย็นชา
ในฐานะผู้ที่อยู่ใต้คนๆเดียว แต่อยู่เหนือคนนับหมื่นอย่างเซ่อเจิ้งอ๋อง เขาไป๋หลี่เหิงยังต้องการความยุติธรรมจากแม่ทัพเพียงคนเดียวอยู่อีกหรือ?!
รอยยิ้มเย็นชานี้ทำให้จิตใจของซูหงเหว่ยสั่นสะท้านไปด้วยความเกรงกลัว ด้วยการที่เขาตอบสนองโดยไม่รู้ตัว และดูเหมือนว่าเขาจะลำเอียงเล็กน้อยเมื่อพูดเช่นนั้น
“ชื่อเสียงลูกสาวของตนถูกทำให้เสียหาย แม่ทัพซูไม่เพียงแต่ไม่ปกป้อง แต่ยังเจตนาที่จะลำเอียงอีกหรือ!”
ไป๋หลี่จิ่นไม่ไว้หน้าซูหงเหว่ย ยังคงตำหนิอย่างไม่เกรงใจ “เนื่องจากเรื่องนี้พัวพันถึงข้า ข้าจึงไม่สามารถเพิกเฉยได้”
เมื่อพูดอย่างนั้นแล้ว ดวงตาเย็นชาของไป๋หลี่จิ่นจับจ้องไปยังนางเฉียว ด้านหลังรู้สึกเหมือนมีมีดส่องเล่มจ่ออยู่ นางจึงได้แต่ก้มหัวรู้สึกผิด
“ฮูหยินซู ท่านมีอะไรจะกล่าวหรือไม่?”
ฮูหยินซูคำนี้ ไป๋หลี่จิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ท่าทีเยาะเย้ยเสียดสี
นางเฉียวสะดุ้งเงยหน้าขึ้นในทันที แต่ภายใต้สายตาเฉียบคมของไป๋หลี่จิ่น กลับทำให้นางพูดอะไรไม่ออก
เมื่อซูหนิงซานเห็นเช่นนี้ จึงทำได้เพียงส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากไป๋หลี่เหิง
เมื่อถูกส่งสายตาอ้อนวอนจากนางอยู่พักใหญ่ ไป๋หลี่เหิงจึงรวบรวมความกล้าเพื่อเอ่ยถาม “เสด็จอาเจ็ด ท่านตรัสเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับฮูหยินซูหรือ?”
ช่างน่าผิดหวังยิ่งนัก
เขาลุ่มหลงในตัวซูหนิงซานจนทำให้ลืมไปแล้วว่าตนเองเป็นใคร
ไป๋หลี่จิ่นเหลือบมองด้วยสายตาเย็นชา และด่าทอต่อความไม่สมควรนี้ “ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเสด็จพ่อเจ้าถึงตรัสทุกวันว่าเจ้าไม่มีสมอง”
“เสด็จอาเจ็ด นี่ท่านว่าข้า……”
ไป๋หลี่เหิงท้วงอยู่เบาๆ
เมื่อเห็นไป๋หลี่เหิงไม่กล้าพูดต่อ นางเฉียวจึงไม่กล้าส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากซูหนิงซานและไป๋หลี่เหิงอีก ได้แต่รีบคุกเข่าด้วยท่าทีเศร้าสร้อย“คำพูดที่ท่านอ๋องตรัส ข้าน้อยไม่เข้าใจเพคะ”
“ไม่เข้าใจ?งั้นดูสิ ว่าเจ้ารู้จักคนผู้นี้หรือไม่?”
ไป๋หลี่จิ่นโบกมือ เฮยเย่าเดินเข้ามาพร้อมใครบางคน
เชิงอรรถ
[1] หน้าหนาเข้าไว้จะได้กินเนื้อ คำเปรียบเปรยมีความหมายว่า ยอมหน้าด้านหน้าทนเพื่อที่จะได้ผลตอบแทนอันดีงาม
HELLOTOOL SDN BHD © 2020 www.readmeapps.com All rights reserved