บทที่5 นางและชายชู้
by อี้อี้
03:52,Mar 13,2022
นางเฉียวพาคนจำนวนไม่น้อยมายังประตูใหญ่ เมื่อเห็นว่าซูหนิงซีและหลิวเอ๋อร์เข้าประตูใหญ่มาแล้ว และ“ชายผู้นั้น”มิได้ปรากฏกายด้วย ดังนั้นจึงสั่งเสียงดังทันทีว่า “ชายชู้ผู้นั้นคงยังไปได้ไม่ไกลนัก จับตัวมาให้ข้า!”
เด็กหนุ่มถือตะเกียงไปเปิดประตูและรีบวิ่งออกไป มีเพียงคนรับใช้ที่เฝ้าประตูยืนก้มหน้าด้วยความเกรงกลัว ไม่กล้าพูดอะไรและไม่ได้ตามออกไป
คนพวกนี้ไม่ได้ตั้งใจจะไปหาเรื่องผู้ใดใช่ไหม?
ซูหนิงซีขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ มองดูนางเฉียวที่ยืนอยู่ด้านหน้า รู้ดีว่าคืนนี้นางจะต้องมา
“เฉียวอี๋เหนียง[1] นี่ท่านกำลังทำอะไร?”
“เมื่อครู่มีคนเห็นว่าเจ้าและชายชู้แอบนัดพบกัน”
นางเฉียวไม่ปิดบัง รีบเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแดกดัน“ข้าว่าแล้ว เหตุใดจึงไม่อยากเป็นพระชายาองค์รัชทายาท ขอยกเลิกการอภิเษก ที่แท้ก็แอบไปมาหาสู่กับชายอื่นนี่เอง!”
“ท่านพ่อของเจ้ายังไม่กลับ ในฐานะที่ข้าเป็นฮูหยิน แน่นอนว่าต้องรับผิดชอบตามจับชายชู้ผู้นั้น เพื่อส่งตัวให้องค์รัชทายาทจัดการ!”
เมื่อเห็นหน้าบวมๆไม่ต่างจากหัวหมูของนางเฉียวเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเช่นนั้น ซูหนิงซีกลับรู้สึกขบขันยิ่งนัก “ชายชู้”พูดออกมาได้เต็มปาก “ชายชู้หรือ?ข้าแนะนำให้ท่านรีบตามไปจับซะ ชายชู้ยังอยู่ด้านนอกไปได้ไม่ไกลนัก!”
เนื่องจากนางเฉียวต้องการที่จะหาเรื่อง เช่นนั้นนางจึงไม่คิดที่จะหยุดเป็นแน่
แม้ว่าไป๋หลี่จิ่นจะจัดการนางแล้ว และซูหนิงซีเองก็คิดว่ารุนแรงเกินไป……
เซ่อเจิ้งอ๋องไป๋หลี่จิ่นเป็นที่“เลื่องลือ” ทั่วทั้งเมืองหลวงตลอดจนเขตทางเหนือ ต่างรู้กันถึงความเย็นชาโหดเหี้ยม ผู้คนต่างหลีกเลี่ยง
แต่สมองหมูอย่างนางเฉียว คาดไม่ถึงว่ากล้าที่จะท้าทายเช่นนี้?
เมื่อเห็นสีหน้าของซูหนิงซี ก็อดไม่ได้ที่จะขบคิด หรือว่านังสาวใช้จะมองพลาดรายงานมั่วซั่ว?
ในขณะที่นางเฉียวกำลังลังเลอยู่นั้น คนรับใช้ที่ตามจับชายชู้ได้วิ่งกลับเข้ามาพร้อมพูดกับนางว่า “ฮูหยิน พวกข้าไล่ไปตามถนนฉางอัน แต่ไม่เจอชายที่คุณหนูใหญ่แอบนัดพบเลยขอรับ”
คนรับใช้ผู้หนึ่งกล่าวว่า “แต่ทว่า ข้าน้อยพบเซ่อเจิ้งอ๋องขอรับ……”
ดังนั้น จึงเอ่ยออกมาด้วยความงุนงง
“เซ่อเจิ้งอ๋อง?”
นางเฉียวขมวดคิ้วด้วยความประหม่า ไม่พูดมากพลางโบกมือ “ช่างเถอะ พวกเจ้าไปได้”
ซูหนิงซีถอนหายใจ แล้วจึงกลับไปยังเรือนพร้อมหลิ่วเอ๋อร์
นางเฉี่ยวมิได้รั้งไว้ พลางพูดกับตนเองขณะเดินอยู่ “บังเอิญอะไรเช่นนี้?เมื่อวานเซ่อเจิ้งอ๋องมาเพื่อให้องค์รัชทายาทกล่าวขอโทษ วันนี้ตามจับชายชู้ของนังเด็กสารเลวนี่ยังเจอเซ่อเจิ้งอ๋องอีก?”
“หรือว่า……”
ชายชู้ผู้นั้น คือเซ่อเจิ้งอ๋อง
นางเฉียวตกใจกับความคิดอันโง่เขลาของตนเอง
เมื่อคิดดูแล้ว เซ่อเจิ้งอ๋องกับจวนแม่ทัพไม่เคยติดต่อกัน……อย่าว่าแต่จวนแม่ทัพเลย ในเมืองหลวงนี้เกรงว่าจะมีแต่จวนซั่งกั๋วกง[2]เท่านั้นที่เคยติดต่อกันอยู่บ้าง
ยิ่งซูหนิงซีด้วยแล้วยิ่งเข้าไปใหญ่ ผู้ที่ไม่ออกนอกประตูใหญ่ ไม่ล่วงข้ามประตูสอง[3] ทั้งสองจะพบกันได้เช่นไร
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางเฉียวจึงเห็นว่าการพบกันสองครั้งนั้นเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
ดังนั้น นางจึงตัดสินใจว่าต้องจับชายชู้ของซูหนิงซีมาให้ได้
เป็นเวลาหลายวันนับจากวันที่ “ชายชู้”มิได้ปรากฏกายขึ้น ซูหนิงซีอยู่แต่ในเรือนของตน มิได้ออกจากจวนเพื่อไปยังร้านขายยาอีก
นางเฉียวจึงไม่มีโอกาสได้ตามจับชายชู้ผู้นั้น จึงรู้สึกกังวลใจยิ่งนัก
สองวันก่อน นางให้ซูหนิงซานแจ้งไป๋หลี่เหิงเรื่องนี้ แต่ไป๋หลี่เหิงกลับไม่เชื่อ
วันนี้นางเฉียวจึงได้ตัดสินใจสั่งให้สาวใช้ของตนเย่ว์หงไปกระทำการบางอย่างโดยกำชับว่า “ยิ่งมีคนรู้เยอะเท่าไหร่ยิ่งดี”
……
ฮูหยินและคุณหนูในเมืองหลวงนั้นล้วนดูมีคุณธรรมสูงส่ง แต่จริงๆแล้วมิได้มีนิสัยต่างจากหญิงทั่วไป:ชอบนินทา
สตรีลิ้นยาว[4]นั้นมักมีสัญชาตญาณที่เฉียบแหลม เมื่อได้ยินเรื่องนินทาเพียงเล็กน้อย กลับสามารถเติมเชื้อเพลิง กระจายวงกว้างได้ในเวลาอันสั้น
ไม่นานนักข่าวลือก็กระจายไปทั่วเมืองหลวง
อากาศแจ่มใส นานทีซูหนิงซีจะผล็อยหลับไป
ขณะที่ลุกจากเตียงยืดเส้นยืดสายอยู่นั้น หลิวเอ๋อร์วิ่งเข้ามาด้วยความตกใจ “คุณหนู คุณหนู เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ!”
“อะไรกัน ฟ้าจะถล่มลงมาหรือไร?”
ซูหนิงซีหยอกล้ออย่างไม่สนใจอะไรนัก
เมื่อเห็นซูหนิงซีมีอารมณ์หยอกล้อ หลิ่วเอ๋อร์แทบจะไม่อยากเอ่ยเรื่องที่ตนกังวลใจออกมา “เมื่อครู่ เมื่อครู่ข้าเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมสำรับเช้า ได้ยินพวกแม่เฒ่ากำลังซุบซิบนินทากันอยู่!”
“ซุบซิบนินทาแปลกตรงไหน?เจ้าเองน่าจะรู้ดีว่าซุบซิบนินทาเป็นเพียงเรื่องสนุกเรื่องเดียวหากไม่นับการทำอาหาร”
ซูหนิงซีกล่าวอย่างไม่สนใจ
หลิ่วเอ๋อร์กระทืบเท้าด้วยความกังวล “มิใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะคุณหนู พวกนางกำลังนินทาเรื่องคุณหนูกันอยู่!”
นางมีอะไรให้ซุบซิบนินทากัน?
ซูหนิงซีเลิกคิ้วขณะนั่งลงบนเก้าอี้ “ไม่ต้องรีบ เจ้าค่อยๆเล่าให้ข้าฟังซิว่าเรื่องอันใดกัน?”
หลังฟังหลิ่วเอ๋อร์เล่าจบ เมื่อเทียบกับหลิ่วเอ๋อร์ที่หุนหันพลันแล่นแทบจะอยากจะเอามีดไปสับคน ซูหนิงซีกลับนิ่งสงบมาก เพียงแค่ยิ้มเยาะเล็กน้อย “ข้าไม่เห็นว่าจะเป็นเช่นไรเลย!”
“คุณหนูไม่โกรธหรือเจ้าคะ?”
หลิ่วเอ๋อร์ครุ่นคิด
ความบริสุทธิ์มิใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดของหญิงสาวหรือ?
โดยเฉพาะหญิงที่อยู่ในตระกูลขุนนางเช่นนาง
หลิ่วเอ๋อร์เริ่มแรกรู้สึกโมโหยิ่งนัก แต่กลับเป็นกังวลอีกครั้ง และงุนงงถึงท่าทีดังสายลมอันแผ่วเบาของนาง ความรู้สึกผสมปนเปกันยากนักที่จะเข้าใจความแปลกประหลาดนี้
ซูหนิงซีรู้สึกว่าหลิ่วเอ๋อร์น่าขบขันเหลือเกิน แต่นางกลับประทับใจในความภักดีและห่วงใยนี้
นางลุกขึ้นแล้วลูบหัวหลิ่วเอ๋อร์“ มีอะไรให้โกรธเล่า?ถูกผู้อื่นซุบซิบนินทาสำหรับข้าไม่มีความหมายอันใด ก็แค่ข่าวลือเท่านั้น”
หลิ่วเอ๋อร์กังวลใจจนอยากจะร้องไห้ “แต่ว่า คุณหนูพึ่งจะยกเลิกการอภิเษกกับองค์รัชทายาท เดิมทีไม่มีใครกล้ามาสู่ขออยู่แล้ว หากยังมีข่าวลือเช่นนี้อีก ภายภาคหน้าผู้ใดจะกล้ามาสู่ขอเล่าเจ้าคะ!”
ซูหนิงซีอยากจะกล่าวประโยคที่ว่าฮ่องเต้ยังไม่ร้อนใจขันทีร้อนใจแทน[5] แต่เห็นหลิ่วเอ๋อร์มีทีท่าเหมือนจะร้องไห้ จึงหยุดแกล้งนางและเอ่ยว่า “คุณหนูของเจ้างดงามดังบุปฝา เจ้ายังกังวลว่าจะขายไม่ออกอีกหรือ?”
พูดจบ ซูหนิงซีชี้มือไปด้านนอกพลางพูดว่า “ไป ไปดูซิว่าแม่เฒ่าพวกนี้นินทาว่าอย่างไรกันบ้าง”
ในไม่ช้านายบ่าวต่างมาถึงยังห้องครัว เมื่อเดินมาถึงประตูก็ได้ยินชัดเจนในเรื่องที่กำลังนินทา เรื่องเกี่ยวกับคุณหนูใหญ่และชายชู้ของนาง
“มิน่าเล่าองค์รัชทายาทถึงไม่อยากอภิเษกกับคุณหนูของพวกเรา อย่าให้ข้าพูดเลย คุณหนูใหญ่จะเอาอะไรไปเทียบกับคุณหนูสามกัน?หากเป็นข้า ข้าเองก็ชอบคุณหนูสาม!”
แม่เฒ่านางหนึ่งเยาะเย้ยสนุกสนาน
“แม่เฒ่าหลี่อย่าพูดจาไร้สาระ ฝ่าบาททรงรับสั่งแล้ว ว่าเป็นคุณหนูของพวกเราที่ต้องการยกเลิกการอภิเษกนี้”
“ชิ เรื่องพวกนี้เอาไว้หลอกคนโง่อย่างพวกเจ้าเท่านั้นแหละ เพียงเพื่อเอาใจนายท่านของพวกเราเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วนายท่านและคุณชายใหญ่ล้วนแต่เป็นใหญ่ในเขตทางเหนืออยู่ดี !”
แม่เฒ่าหลี่กล่าวอย่างภูมิใจ
“ข้าว่า คุณหนูแต่งเป็นสนมขององค์รัชทายาทยังดีเสียกว่าไปแต่งกับผู้อื่นเสียอีก!”
“ใช่ คุณหนูใหญ่ตาบอดแน่ๆ?”
แม่เฒ่าสี่ห้าคนสุมหัวกันอยู่หลังเตา ต่างออกความคิดเห็นกันไปมา
สีหน้าแนบนิ่งของซูหนิงซี เอ่ยออกไปด้วยท่าทีไม่พอใจ “คุณหนูของพวกเจ้าจะตาบอดหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่พวกเจ้าต้องเป็นกังวล แต่ที่แน่ๆข้าไม่ได้หูหนวก!”
เชิงอรรถ
[1]อี๋เหนียง หมายถึง อนุภรรยา ข้างหน้าเป็นชื่อสกุล ในเรื่องนี้ชื่อสกุลคือเฉียว จึงเรียกว่าเฉียวอี๋เหนียง
[2]กั๋วกง เป็นบรรดาศักดิ์ชั้นกง เป็นตำแหน่งสูงสุดชั้นขุนนางที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ เป็นตำแหน่งสำหรับเชื้อพระวงศ์
[3]ไม่ออกนอกประตูใหญ่ ไม่ล่วงข้ามประตูสอง สำนวนจีนหมายถึงสตรีที่ไม่เคยออกนอกบ้านและติดต่อกับบุคคลภายนอก
[4]สตรีลิ้นยาว คำจีนเปรียบเปรยถึง ผู้หญิงที่พูดมาก ชอบซุบซิบนินทาพูดจาเรื่อยเปื่อย พูดจาวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น
[5]ฮ่องเต้ยังไม่ร้อนใจ ขันทีร้อนใจแทน สำนวนจีนหมายความว่า คนรอบตัวร้อนรนเสียยิ่งว่าเจ้าตัว
เด็กหนุ่มถือตะเกียงไปเปิดประตูและรีบวิ่งออกไป มีเพียงคนรับใช้ที่เฝ้าประตูยืนก้มหน้าด้วยความเกรงกลัว ไม่กล้าพูดอะไรและไม่ได้ตามออกไป
คนพวกนี้ไม่ได้ตั้งใจจะไปหาเรื่องผู้ใดใช่ไหม?
ซูหนิงซีขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ มองดูนางเฉียวที่ยืนอยู่ด้านหน้า รู้ดีว่าคืนนี้นางจะต้องมา
“เฉียวอี๋เหนียง[1] นี่ท่านกำลังทำอะไร?”
“เมื่อครู่มีคนเห็นว่าเจ้าและชายชู้แอบนัดพบกัน”
นางเฉียวไม่ปิดบัง รีบเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแดกดัน“ข้าว่าแล้ว เหตุใดจึงไม่อยากเป็นพระชายาองค์รัชทายาท ขอยกเลิกการอภิเษก ที่แท้ก็แอบไปมาหาสู่กับชายอื่นนี่เอง!”
“ท่านพ่อของเจ้ายังไม่กลับ ในฐานะที่ข้าเป็นฮูหยิน แน่นอนว่าต้องรับผิดชอบตามจับชายชู้ผู้นั้น เพื่อส่งตัวให้องค์รัชทายาทจัดการ!”
เมื่อเห็นหน้าบวมๆไม่ต่างจากหัวหมูของนางเฉียวเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเช่นนั้น ซูหนิงซีกลับรู้สึกขบขันยิ่งนัก “ชายชู้”พูดออกมาได้เต็มปาก “ชายชู้หรือ?ข้าแนะนำให้ท่านรีบตามไปจับซะ ชายชู้ยังอยู่ด้านนอกไปได้ไม่ไกลนัก!”
เนื่องจากนางเฉียวต้องการที่จะหาเรื่อง เช่นนั้นนางจึงไม่คิดที่จะหยุดเป็นแน่
แม้ว่าไป๋หลี่จิ่นจะจัดการนางแล้ว และซูหนิงซีเองก็คิดว่ารุนแรงเกินไป……
เซ่อเจิ้งอ๋องไป๋หลี่จิ่นเป็นที่“เลื่องลือ” ทั่วทั้งเมืองหลวงตลอดจนเขตทางเหนือ ต่างรู้กันถึงความเย็นชาโหดเหี้ยม ผู้คนต่างหลีกเลี่ยง
แต่สมองหมูอย่างนางเฉียว คาดไม่ถึงว่ากล้าที่จะท้าทายเช่นนี้?
เมื่อเห็นสีหน้าของซูหนิงซี ก็อดไม่ได้ที่จะขบคิด หรือว่านังสาวใช้จะมองพลาดรายงานมั่วซั่ว?
ในขณะที่นางเฉียวกำลังลังเลอยู่นั้น คนรับใช้ที่ตามจับชายชู้ได้วิ่งกลับเข้ามาพร้อมพูดกับนางว่า “ฮูหยิน พวกข้าไล่ไปตามถนนฉางอัน แต่ไม่เจอชายที่คุณหนูใหญ่แอบนัดพบเลยขอรับ”
คนรับใช้ผู้หนึ่งกล่าวว่า “แต่ทว่า ข้าน้อยพบเซ่อเจิ้งอ๋องขอรับ……”
ดังนั้น จึงเอ่ยออกมาด้วยความงุนงง
“เซ่อเจิ้งอ๋อง?”
นางเฉียวขมวดคิ้วด้วยความประหม่า ไม่พูดมากพลางโบกมือ “ช่างเถอะ พวกเจ้าไปได้”
ซูหนิงซีถอนหายใจ แล้วจึงกลับไปยังเรือนพร้อมหลิ่วเอ๋อร์
นางเฉี่ยวมิได้รั้งไว้ พลางพูดกับตนเองขณะเดินอยู่ “บังเอิญอะไรเช่นนี้?เมื่อวานเซ่อเจิ้งอ๋องมาเพื่อให้องค์รัชทายาทกล่าวขอโทษ วันนี้ตามจับชายชู้ของนังเด็กสารเลวนี่ยังเจอเซ่อเจิ้งอ๋องอีก?”
“หรือว่า……”
ชายชู้ผู้นั้น คือเซ่อเจิ้งอ๋อง
นางเฉียวตกใจกับความคิดอันโง่เขลาของตนเอง
เมื่อคิดดูแล้ว เซ่อเจิ้งอ๋องกับจวนแม่ทัพไม่เคยติดต่อกัน……อย่าว่าแต่จวนแม่ทัพเลย ในเมืองหลวงนี้เกรงว่าจะมีแต่จวนซั่งกั๋วกง[2]เท่านั้นที่เคยติดต่อกันอยู่บ้าง
ยิ่งซูหนิงซีด้วยแล้วยิ่งเข้าไปใหญ่ ผู้ที่ไม่ออกนอกประตูใหญ่ ไม่ล่วงข้ามประตูสอง[3] ทั้งสองจะพบกันได้เช่นไร
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางเฉียวจึงเห็นว่าการพบกันสองครั้งนั้นเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
ดังนั้น นางจึงตัดสินใจว่าต้องจับชายชู้ของซูหนิงซีมาให้ได้
เป็นเวลาหลายวันนับจากวันที่ “ชายชู้”มิได้ปรากฏกายขึ้น ซูหนิงซีอยู่แต่ในเรือนของตน มิได้ออกจากจวนเพื่อไปยังร้านขายยาอีก
นางเฉียวจึงไม่มีโอกาสได้ตามจับชายชู้ผู้นั้น จึงรู้สึกกังวลใจยิ่งนัก
สองวันก่อน นางให้ซูหนิงซานแจ้งไป๋หลี่เหิงเรื่องนี้ แต่ไป๋หลี่เหิงกลับไม่เชื่อ
วันนี้นางเฉียวจึงได้ตัดสินใจสั่งให้สาวใช้ของตนเย่ว์หงไปกระทำการบางอย่างโดยกำชับว่า “ยิ่งมีคนรู้เยอะเท่าไหร่ยิ่งดี”
……
ฮูหยินและคุณหนูในเมืองหลวงนั้นล้วนดูมีคุณธรรมสูงส่ง แต่จริงๆแล้วมิได้มีนิสัยต่างจากหญิงทั่วไป:ชอบนินทา
สตรีลิ้นยาว[4]นั้นมักมีสัญชาตญาณที่เฉียบแหลม เมื่อได้ยินเรื่องนินทาเพียงเล็กน้อย กลับสามารถเติมเชื้อเพลิง กระจายวงกว้างได้ในเวลาอันสั้น
ไม่นานนักข่าวลือก็กระจายไปทั่วเมืองหลวง
อากาศแจ่มใส นานทีซูหนิงซีจะผล็อยหลับไป
ขณะที่ลุกจากเตียงยืดเส้นยืดสายอยู่นั้น หลิวเอ๋อร์วิ่งเข้ามาด้วยความตกใจ “คุณหนู คุณหนู เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ!”
“อะไรกัน ฟ้าจะถล่มลงมาหรือไร?”
ซูหนิงซีหยอกล้ออย่างไม่สนใจอะไรนัก
เมื่อเห็นซูหนิงซีมีอารมณ์หยอกล้อ หลิ่วเอ๋อร์แทบจะไม่อยากเอ่ยเรื่องที่ตนกังวลใจออกมา “เมื่อครู่ เมื่อครู่ข้าเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมสำรับเช้า ได้ยินพวกแม่เฒ่ากำลังซุบซิบนินทากันอยู่!”
“ซุบซิบนินทาแปลกตรงไหน?เจ้าเองน่าจะรู้ดีว่าซุบซิบนินทาเป็นเพียงเรื่องสนุกเรื่องเดียวหากไม่นับการทำอาหาร”
ซูหนิงซีกล่าวอย่างไม่สนใจ
หลิ่วเอ๋อร์กระทืบเท้าด้วยความกังวล “มิใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะคุณหนู พวกนางกำลังนินทาเรื่องคุณหนูกันอยู่!”
นางมีอะไรให้ซุบซิบนินทากัน?
ซูหนิงซีเลิกคิ้วขณะนั่งลงบนเก้าอี้ “ไม่ต้องรีบ เจ้าค่อยๆเล่าให้ข้าฟังซิว่าเรื่องอันใดกัน?”
หลังฟังหลิ่วเอ๋อร์เล่าจบ เมื่อเทียบกับหลิ่วเอ๋อร์ที่หุนหันพลันแล่นแทบจะอยากจะเอามีดไปสับคน ซูหนิงซีกลับนิ่งสงบมาก เพียงแค่ยิ้มเยาะเล็กน้อย “ข้าไม่เห็นว่าจะเป็นเช่นไรเลย!”
“คุณหนูไม่โกรธหรือเจ้าคะ?”
หลิ่วเอ๋อร์ครุ่นคิด
ความบริสุทธิ์มิใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดของหญิงสาวหรือ?
โดยเฉพาะหญิงที่อยู่ในตระกูลขุนนางเช่นนาง
หลิ่วเอ๋อร์เริ่มแรกรู้สึกโมโหยิ่งนัก แต่กลับเป็นกังวลอีกครั้ง และงุนงงถึงท่าทีดังสายลมอันแผ่วเบาของนาง ความรู้สึกผสมปนเปกันยากนักที่จะเข้าใจความแปลกประหลาดนี้
ซูหนิงซีรู้สึกว่าหลิ่วเอ๋อร์น่าขบขันเหลือเกิน แต่นางกลับประทับใจในความภักดีและห่วงใยนี้
นางลุกขึ้นแล้วลูบหัวหลิ่วเอ๋อร์“ มีอะไรให้โกรธเล่า?ถูกผู้อื่นซุบซิบนินทาสำหรับข้าไม่มีความหมายอันใด ก็แค่ข่าวลือเท่านั้น”
หลิ่วเอ๋อร์กังวลใจจนอยากจะร้องไห้ “แต่ว่า คุณหนูพึ่งจะยกเลิกการอภิเษกกับองค์รัชทายาท เดิมทีไม่มีใครกล้ามาสู่ขออยู่แล้ว หากยังมีข่าวลือเช่นนี้อีก ภายภาคหน้าผู้ใดจะกล้ามาสู่ขอเล่าเจ้าคะ!”
ซูหนิงซีอยากจะกล่าวประโยคที่ว่าฮ่องเต้ยังไม่ร้อนใจขันทีร้อนใจแทน[5] แต่เห็นหลิ่วเอ๋อร์มีทีท่าเหมือนจะร้องไห้ จึงหยุดแกล้งนางและเอ่ยว่า “คุณหนูของเจ้างดงามดังบุปฝา เจ้ายังกังวลว่าจะขายไม่ออกอีกหรือ?”
พูดจบ ซูหนิงซีชี้มือไปด้านนอกพลางพูดว่า “ไป ไปดูซิว่าแม่เฒ่าพวกนี้นินทาว่าอย่างไรกันบ้าง”
ในไม่ช้านายบ่าวต่างมาถึงยังห้องครัว เมื่อเดินมาถึงประตูก็ได้ยินชัดเจนในเรื่องที่กำลังนินทา เรื่องเกี่ยวกับคุณหนูใหญ่และชายชู้ของนาง
“มิน่าเล่าองค์รัชทายาทถึงไม่อยากอภิเษกกับคุณหนูของพวกเรา อย่าให้ข้าพูดเลย คุณหนูใหญ่จะเอาอะไรไปเทียบกับคุณหนูสามกัน?หากเป็นข้า ข้าเองก็ชอบคุณหนูสาม!”
แม่เฒ่านางหนึ่งเยาะเย้ยสนุกสนาน
“แม่เฒ่าหลี่อย่าพูดจาไร้สาระ ฝ่าบาททรงรับสั่งแล้ว ว่าเป็นคุณหนูของพวกเราที่ต้องการยกเลิกการอภิเษกนี้”
“ชิ เรื่องพวกนี้เอาไว้หลอกคนโง่อย่างพวกเจ้าเท่านั้นแหละ เพียงเพื่อเอาใจนายท่านของพวกเราเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วนายท่านและคุณชายใหญ่ล้วนแต่เป็นใหญ่ในเขตทางเหนืออยู่ดี !”
แม่เฒ่าหลี่กล่าวอย่างภูมิใจ
“ข้าว่า คุณหนูแต่งเป็นสนมขององค์รัชทายาทยังดีเสียกว่าไปแต่งกับผู้อื่นเสียอีก!”
“ใช่ คุณหนูใหญ่ตาบอดแน่ๆ?”
แม่เฒ่าสี่ห้าคนสุมหัวกันอยู่หลังเตา ต่างออกความคิดเห็นกันไปมา
สีหน้าแนบนิ่งของซูหนิงซี เอ่ยออกไปด้วยท่าทีไม่พอใจ “คุณหนูของพวกเจ้าจะตาบอดหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่พวกเจ้าต้องเป็นกังวล แต่ที่แน่ๆข้าไม่ได้หูหนวก!”
เชิงอรรถ
[1]อี๋เหนียง หมายถึง อนุภรรยา ข้างหน้าเป็นชื่อสกุล ในเรื่องนี้ชื่อสกุลคือเฉียว จึงเรียกว่าเฉียวอี๋เหนียง
[2]กั๋วกง เป็นบรรดาศักดิ์ชั้นกง เป็นตำแหน่งสูงสุดชั้นขุนนางที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ เป็นตำแหน่งสำหรับเชื้อพระวงศ์
[3]ไม่ออกนอกประตูใหญ่ ไม่ล่วงข้ามประตูสอง สำนวนจีนหมายถึงสตรีที่ไม่เคยออกนอกบ้านและติดต่อกับบุคคลภายนอก
[4]สตรีลิ้นยาว คำจีนเปรียบเปรยถึง ผู้หญิงที่พูดมาก ชอบซุบซิบนินทาพูดจาเรื่อยเปื่อย พูดจาวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น
[5]ฮ่องเต้ยังไม่ร้อนใจ ขันทีร้อนใจแทน สำนวนจีนหมายความว่า คนรอบตัวร้อนรนเสียยิ่งว่าเจ้าตัว
HELLOTOOL SDN BHD © 2020 www.readmeapps.com All rights reserved