บทที่ 10 อืม ไป "จับชู้"

by อี้อี้ 14:12,Mar 13,2022
"เห็นกันอยู่ว่าผู้ที่ต่ำช้าคือซูหนิงซี!"

หลังจากเหล่าตระกูลไป๋ได้ยินข่าวลือแพร่สะพัด ซูหนิงซานนางเริ่มทำลายข้าวของพลางแผดเสียงกรีดร้องโดยไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ของนาง "เหิงเกอเกอไม่ต้องการนางแล้วเหตุใดกลับกลายเป็นเช่นนี้!"

"ซูหนิงซีนังแพศยา! เจ้ามันเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง ต้องการปีนป่ายไต่เต้าเข้าหาเซ่อเจิ้งอ๋อง!"

ยิ่งได้ก่นด่านางยิ่งโกรธเกรี้ยว ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเคือง "นังแพศยาผู้นี้ เพียงแค่ข้าเห็นหน้านางแวบแรก ข้าก็รู้สึกขยะแขยงนางจนเข้าไส้! เหตุใดนางถึงเหนือกว่าข้าอยู่เสมอ?!"

จวบจนวันนี้ แม้นว่านางเฉียวได้แต่งงานและเป็นฮูหยินแห่งสกุลซู แต่ส่วนลึกภายในจิตใจของซูหนิงซานรู้ดีว่าสถานะของนางยังคงต่ำต้อยกว่าซูหนิงซี

นางหนึ่งเป็นบุตรีตามกฎเกณฑ์ อีกนางหนึ่งเป็นบุตรีนอกกฎเกณฑ์และเพิ่งจะมาเป็นบุตรีตามกฎเกณฑ์ในช่วงสามสี่ปีให้หลัง

ภายในใจซูหนิงซานรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ นางไม่ยินดียอมรับสถานะบุตรีนอกกฎเกณฑ์ในช่วงแรกเริ่มเดิมทีของนาง

ในเมืองหลวงนี้ แม้ว่าปัจจุบัน นางและบุตรีของตระกูลอื่นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ภายในใจของนางรู้ดี ลับหลังนาง ผู้อื่นต่างก็นินทาว่าร้ายถึงสถานะแรกเกิดของนาง

เปลือกนอกผู้อื่นต่างเป็นมิตรสหายที่ดีกับนาง แต่แท้จริงแล้วผู้อื่นต่างก็เหยียดหยามและเย้ยหยันนาง!

เดิมทีการหมั้นหมายระหว่างซูหนิงซีและไป๋หลี่เหิงทำให้นางอิจฉาริษยาจนแทบคลั่ง ไม่ง่ายเลยกว่าจะช่วงชิงไป๋หลี่เหิงมาได้ แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าในวันนี้ซูหนิงซีกลับมาพลอดรักอยู่กับเซ่อเจิ้งอ๋อง!

เป็นที่ชมชอบของเซ่อเจิ้งอ๋อง ซูหนิงซานมิอาจหาญนึกจินตนาการเสียด้วยซ้ำ

ไม่เพียงแค่นาง แม้นกระทั่งเหล่าสตรีในเมืองหลวง เหล่าสตรีสามัญชน สำหรับไป๋หลี่จิ่นแล้วเกรงว่าส่วนลึกภายในจิตใจของพวกนางต่างมิอาจกล้าคิดเช่นนั้น

บุรุษผู้นั้น หากเพียงแค่ได้พบเห็นผู้คนต่างต้องถอยหนี!

หลังจากนางระบายโทสะ อารมณ์ของซูหนิงซานจึงสงบลง จากนั้นนางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แววตาชั่วร้ายก็ปรากฏขึ้นนัยต์ตาของนาง

.......

เป็นเวลานานกว่าครึ่งเดือน ซูหนิงซีไม่ได้ออกมาเที่ยวเตร่เลย ตลอดทั้งวันนางใช้เวลาอยู่ที่สวนป่าไผ่และรู้สึกว่าตนเองใกล้จะเซื่องซึมเต็มที

นางคิดถึงรสชาติอาหารของหอสือเสิน นางแทบรอไม่ไหวที่จะได้ออกไปเที่ยวเล่น

ทันทีที่มาถึงประตูทางเข้า เผอิญพบกับซูหนิงซานที่กำลังยืนอยู่บริเวณหน้าประตู

โดยไม่รอให้นางเริ่มเอ่ยปาก ซูหนิงซานก็เอ่ยวาจายั่วยุนางอีกครา "ท่านพี่กำลังจะไปไหนหรือเจ้าคะ? รีบร้อนไล่ตามเซ่อเจิ้งอ๋องอยู่หรือเจ้าคะ?"

ซูหนิงซีปรายตามองนางและเพิกเฉยต่อนาง

กับคนประเภทนี้ มิจำเป็นจะต้องสิ้นเปลืองวาจา

ใครจะรู้ ทันทีที่นางหลบไปซ้าย ซูหนิงซานก็เบี่ยงมาซ้าย เมื่อนางหลบไปขวา ซูหนิงซานก็เบี่ยงมาขวา แท้จริงแล้วนางต้องการถ่วงเวลา ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มยั่วยุ

ซูหนิงซียืนกอดอกพลางเอ่ย "ว่ากันว่าสุนัขที่ดีจะไม่เกะกะขวางทาง ข้าว่าน้องสามดูท่าจะไม่ยอมประพฤติตนเป็นสุนัขที่ดีใช่หรือไม่?"

"ท่านด่าข้าหรือ?"

"เจ้าก็รู้ตัวเองดีนี่ รู้ตัวด้วยว่าข้ากำลังด่าเจ้า"

ซูหนิงซานโกรธจนหน้าถอดสี ซูหนิงซียิ้มพลางชำเลืองมองนาง จากนั้นผลักนางให้หลีกทางและเดินเข้าไปด้านใน

หญิงสาวทำตัวใสซื่อแต่ร้ายลึกอย่างนาง อย่างมากก็ทำได้เพียงตามรังควานไปวันๆเท่านั้น ไหนจำเป็นจะต้องเสียอารมณ์เพราะนางด้วยเล่า

หลังจากผ่านศึกสงครามกับซูหนิงซาน ทันใดนั้นนางรู้สึกมีกําลังวังชาขึ้นมาทันใด!

ก่อนหน้านี้นางเคยมาหอสือเสินอยู่หลายครา ได้ยินว่าความหลากหลายของรสอาหาร เถ้าแก่ของหอได้คิดค้นขึ้นเอง ดังนั้นเถ้าแก่หลังม่านผู้นี้อาจจะเป็นเพื่อนร่วมสมัยของนางก็เป็นได้

นางมาหอสือเสินก็ตั้งหลายครา ทว่ากลับไม่เคยพบหน้าเถ้าแก่เลย ภายในใจของซูหนิงซีรู้สึกคันยุบยิบ สำหรับเรื่องของคนผู้นี้ที่ข้ามภพมาด้วยกัน นางเริ่มอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้นเสียแล้ว

กระทั่งยามอู่[1]ของวันนี้ ในที่สุดซูหนิงซีก็ได้พบกับเถ้าแก่ผู้ลึกลับ

หลังจากนางสั่งอาหาร ซูหนิงซีเดินออกจากห้องอาหารส่วนตัวของนาง ตั้งใจว่าจะเข้าห้องสุขาทำธุระเสียหน่อย ชายผู้หนึ่งเดินผ่านมาพร้อมรอยยิ้ม ชายผู้นั้นสบสายตากับซูหนิงซีพลางพยักหน้าอย่างเป็นมิตรและเดินเข้าไปในโรงครัวของหอสือเสินพร้อมกับเอ่ยว่า "หากวันนี้อาหารไม่สดใหม่ ข้าจะจับพวกเจ้าโยนลงแม่น้ำปล่อยให้เป็นอาหารปลาเสีย!"

เมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ ซูหนิงซีรู้สึกคุ้นหูเป็นอย่างมาก

เมื่อนานมาแล้ว สหายสนิทของนางมักเอ่ยคำพูดเช่นนี้ "จับเจ้าโยนลงแม่น้ำปล่อยให้เจ้ากลายเป็นอาหารปลาเสีย"

ครั้นเมื่อนางนึกเรื่องราวนี้ นางก็เกรงว่านางอาจจะไม่ได้พบหน้าเขาอีก

ชั่วขณะหนึ่งซูหนิงซีรู้สึกเศร้าหมอง โดยไม่รู้ตัวนางก้าวเท้าเดินตามหยางจิ้งเอินเข้าไปในโรงครัว

ในโรงครัว พ่อครัวหลายคนต่างยืนตัวตรงและฟังคำเอ่ยเตือนจากหยางจิ้งเอิน รอบข้างมีบ่าวทั้งชายและหญิงคอยปัด กวาด เช็ดถู ต่างส่งสายตาชื่นชมมองไปทางด้านหยางจิ้งเอิน

หลังจากกำชับหน้าที่พ่อครัวแล้ว หยางจิ้งเอินหันศีรษะมองซูหนิงซีที่ยังคงยืนนิ่งงันด้วยใบหน้าเหม่อลอย ระหว่างคิ้วมีรอยย่นเล็กน้อย จากนั้นรอยยิ้มที่เป็นดั่งภาพวาดได้ปรากฏบนใบหน้าของเขา "ไม่ทราบว่าแม่นางผู้นี้ เหตุใดจึงมาปรากฏตัวภายในโรงครัวของพวกข้า ท่านหลงทางหรือ?"

"เปล่าเสียหน่อย"

เมื่อฟื้นคืนสติ ซูหนิงซีส่ายศีรษะทันใด จากนั้นนางเอ่ยด้วยท่าทีกระตือรือร้น "ข้ามาหาท่าน"

"มาหาข้างั้นหรือ?"

หยางจิ้งเอินแสดงท่าทีอยากรู้ "มาหาข้ามีธุระเรื่องใด?"

ฉับพลันซูหนิงซีขยับเข้าใกล้หยางจิ้งเอินและเอ่ยร้องทำนองเพลงด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "อีกฝากโน้นของภูเขา มีกลุ่มสเมิร์ฟอยู่อีกฟากหนึ่งของทะเล.."

"พวกเขาร่าเริงสดใสอีกทั้งยังเฉลียวฉลาด"

โดยไม่รู้ตัวหยางจิ้งเอินตอบรับประโยคและทำนองเพลงคุ้นหูก็ดังออกจากริมฝีปากของเขา ชั่วขณะหนึ่งหยางจิ้งเอินและซูหนิงซีต่างตะลึงงัน นางและเขามองหน้ากันทั้งน้ำตา

ไม่คาดคิดเลยว่าหยางจิ้งเอินจะตอบรับคำพูดของนาง ซูหนิงซีน้ำตาคลอพลางมองเขา ราวกับว่านางกำลังมองญาติสนิทมิตรสหายของนาง!

หยางจิ้งเอินเองก็ไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างมองซูหนิงซี "เจ้า...."

"ญาติของข้า!"

ซูหนิงซีปาดน้ำตา "เราไปหาสถานที่อื่นพูดคุยกันดีหรือไม่?"

"ได้ ตกลง"

หยางจิ้งเอินทั้งตื่นเต้นและตื่นตัว เขาเดินนำไปยังห้องส่วนตัวบนชั้นสามพร้อมกับซูหนิงซีที่เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกัน

ซูหนิงซีได้พบเพื่อนร่วมสมัยของนาง นางยังคงรู้สึกตื่นเต้นและตื้นตัน แต่นางกลับไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อครู่นี้เรื่องระหว่างนางและหยางจิ้งเอินเดินเคียงข้างกันอย่างสนิทสนมได้แพร่สะพัดไปถึงหูของไป๋หลีจิ่นแล้ว มิจำเป็นต้องครุ่นคิดสิ่งใดให้มากความก็ตรงไปยังหอสือเสินในทันที

อืม ไป "จับชู้"

ซูหนิงซีและหยางจิ้งเอินต่างพูดคุยกันอย่างเปิดอกด้วยความดีใจ เพราะทั้งสองได้พบเจอคนบ้านเดียวกัน นางดื่มเหล้าไปสองสามจอกอย่างอดมิได้ เมื่อเหล้าเข้าปากซูหนิงซีก็เริ่มเล่าความเป็นมาทั้งหมดให้หยางจิ้งเอินได้รับฟัง

เล่าถึงเรื่องชีวิตอันขื่นขมของหญิงสาวที่นางได้ข้ามภพมาเข้าร่าง คนในตระกูลนี้เลวร้ายเพียงใด องค์รัชทายาทปฏิบัติต่อนางเยี่ยงไร เมื่อได้ยินหยางจิ้งเอินแสดงความเห็นอกเห็นใจ น้ำมูกน้ำตาของนางไหลหลากในทันที

หยางจิ้งเอินตบแผงอกพร้อมกล่าวว่า "หนิงซี เจ้าวางใจเถอะ ต่อจากวันนี้ไปข้าจะคอยปกป้องเจ้าเอง!"

"ในเมืองหลวงนี้ แม้ว่าข้าจะไม่ได้มีอํานาจบาตรใหญ่ แต่ข้าพอจะมีพี่น้องคอยช่วยเหลือ"

เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วยาม ทั้งคู่ต่างกลายเป็นสหายสนิท...

หยางจิ้งเอินยื่นข้อเสนอให้ซูหนิงซีร่วมลงทุนในหอสือเสินโดยที่นางมิต้องจ่ายค่าลงทุนใด ในทุกเดือนจะมีเงินปันผลให้นางร้อยละสามสิบเจ็ด

"ข้าไม่อนุญาต"

ซูหนิงซีไม่ทันเอ่ยตอบ ฉับพลันน้ำเสียงเย็นเยียบก็ดังจากทางประตู

หยางจิ้นเอินดื่มจนวิงเวียนศีรษะ เมื่อเห็นว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาโดยไม่เคาะประตู เขาจึงยืนขึ้นด้วยท่าทีอุกอาจ "เหตุใดเจ้าจึงไม่อนุญาต?"

แม้ว่าซูหนิงซีจะเวียนศีรษะอยู่บ้าง แต่นางก็มิได้คออ่อนถึงเพียงนั้น เมื่อนางตั้งสติแล้วมองภาพตรงหน้าอย่างชัดเจน นางเบิกตากว้างด้วยความตะลึงงัน

นางห้ามปรามหยางจิ้งเอินอย่างรีบร้อน ยกมือขึ้นและตบแขนเขา "จิ้งเอิน ท่านไม่ต้องพูดแล้ว"

"จิ้งเอิน?"

แววตาเย็นเยียบของไป๋หลีจิ่นมองร่างหยางจิ้งเอิน สายตากวาดมองไปยังแขนของหยางจิ้งเอินที่ซูหนิงซีกำลังสัมผัส นัยต์ตาลึกล้ำสุดจะหยั่ง "ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เจ้าบอกกับข้าว่าชายหญิงมิสามารถสนิทสนมกันได้ แต่ตอนนี้ในสายตาของข้า ดูเหมือนว่าพวกเจ้าสนิทสนทกันอย่างมาก!"

เมื่อเอ่ยจบ นางสบสายตาคู่นั้นของไป๋หลีจิ่น ซูหนิงซีรู้เพียงว่าในขณะนี้ร่างกายของนางเย็นยะเยือก....



[1] ยามอู่หมายถึงช่วงเวลาเที่ยงวัน

Download APP, continue reading

Chapters

1