บทที่ 16 ข้าไม่อนุญาต
by อี้อี้
17:29,Mar 13,2022
หลังจากที่เขารู้ว่าตนเองโดนซูหนิงซานหลอกมาโดยตลอด ไป๋หลี่เหิงก็ได้เดินออกไปด้วยความโกรธ
ทันทีที่เดินออกมาถึงยังลานเรือนของซูหนิงซานนั้น ก็ได้เห็นซูหนิงซีที่มีหลิ่วเอ๋อร์ติดตามมา ในมือถือตะเกียงและกำลังเดินมุ่งหน้าไปยังสวนดอกไม้
ภายใต้แสงไฟอันสลัว เห็นร่างของซูหนิงซีค่อยๆเดินไกลออกไป ไป๋หลี่เหิงไม่รู้ว่าทำไมถึงมองอย่างลุ่มหลง และอดที่จะเดินตามไปไม่ได้ ”ซูหนิงซี ข้ามีบางคำอยากจะพูดกับเจ้า”
‘การที่เจ้าไม่ได้รับสิ่งๆนั้นมันดีที่สุดแล้ว’
แต่ก่อนตอนที่เขาและซูหนิงซีเป็นคู่หมายกันนั้น ประการแรกเป็นเพราะไป๋หลี่เหิงไม่ได้มีความรู้สึกต่อนาง และไป๋หลีเหิงเองก็ไม่ต้องการที่จะเอาชีวิตไปผูกมัดกับผู้หญิงที่เขาไม่รู้จัก เลยทำให้เขาได้กล่าวปฏิเสธซูหนิงซีไป
ประการที่สอง เป็นเพราะซูหนิงซานคอยยุยง ทำให้ไป๋หลี่เหิงเข้าใจซูหนิงซีผิดเป็นอย่างมาก
ไป๋หลี่เหิงจึงมองซูหนิงซีด้วยความรู้สึกรังเกียจมากขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องการที่จะยกเลิกการหมั้น
แต่มาบัดนี้ เขานึกถึงชายผู้ที่มีดวงตาชั้นยอดอย่างเสด็จอาเจ็ดของเขา ถึงแม้ว่าตัวของซูหนิงซีนั้นไม่ได้ดูมีคุณสมบัติล้ำค่าแต่อย่างใด แต่เหตุใดไป๋หลี่จิ่นถึงได้รักนางมานานหลายปี
หลังจากที่ยกเลิกการหมั้น ไป๋หลี่เหิงกลับเกิดความรู้สึกแปลกๆต่อซูหนิงซีขึ้นมาทันที
ก่อนหน้านี้ซูหนิงซีได้ยินมาว่ามีฝูงหิ่งห้อยเกิดปรากฏอยู่ในสวนดอกไม้ นางจำได้ว่าตอนที่นางอาศัยอยู่ที่ค่ายทัพ ยามกลางคืนนางมักจะเห็นฝูงหิ่งห้อยในค่ายฝึกอยู่เป็นประจำ ซูหนิงซีนึกถึงความทรงจำครั้งก่อน นางพร้อมด้วยหลิ่วเอ๋อร์จึงถือตะเกียงออกมาดูด้วยกัน
โดยไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเจอไป๋หลี่เหิง
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนเรียกของไป๋หลี่เหิง ซูหนิงซีก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว “ศัตรูบนเส้นทางแคบ【1】”
ดังนั้นนางจึงรีบเร่งฝีเท้าเดินไปข้างหน้า โดยไม่สนเสียงตะโกนเรียกของไป๋หลี่เหิง
เมื่อเขาเห็นว่าซูหนิงซีไม่สนใจ ไป๋หลี่เหิงร้อนใจมากและรีบเร่งฝีเท้าเดินตามไป เขาหยุดหอบอยู่ตรงหน้าซูหนิงซี “เจ้าตั้งใจเมินเฉยต่อข้าหรือ””
เมื่อเห็นไป๋หลี่เหิงยืนขวางอยู่ตรงหน้า ซูหนิงซีคิดอยากจะเตะเขาออกไปให้ไกลๆ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงองค์รัชทายาทและจะเป็นจักรพรรดิในอนาคต ซูหนิงซีจึงข่มอารมณ์ไว้ และตอบด้วยท่าทีที่ไม่สนใจเพียงประโยคเดียว “องค์รัชทายาททรงรู้ตัวเองดีจริงๆเพคะ”
“เจ้า...”
นึกไม่ถึงว่าซูหนิงซีจะตรงไปตรงมาเช่นนี้ หลังจากที่ไป๋หลี่เหิงแปลกใจไปครู่หนึ่ง ก็กล่าวคำแปลกๆออกมา “ดึกขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงยังไม่นอนเจ้าจะไปทำอะไรหรือ”
“องค์รัชทายาทเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบจริงๆ ท่านคิดว่าท่านอยู่ที่ต้นแม่น้ำแยงซีเกียงหรือเพคะ”
เมื่อได้ยินว่าไป๋หลี่เหิงดูเหมือนจะเป็นห่วงนาง ซูหนิงซีเหมือนรู้สึกว่าดวงอาทิตย์กำลังขึ้นทางทิศตะวันตก และนางก็อดไม่ได้ที่จะพูดประชดประชัน “ทำไมหรือเพคะ หรือว่าที่ท่านยืนขวางข้า ไม่ใช่ว่าท่านคงอยากจะคิดบัญชีกับข้าหรอกน่ะ”
เกี่ยวกับเรื่องการถอนหมั้น ไป๋หลีเหิงมีความโกรธแค้นต่อนางมานานแล้ว เรื่องนี้นางเองก็รู้แก่ใจของนางดี
ทว่าเป็นแต่ก่อน หากไป๋หลี่เหิงได้ยินคำพูดเช่นนี้ เขาคงโกรธอีกเป็นแน่
แต่ในคืนนี้ กลับพบว่าเขาไม่ได้โกรธ และคำพูดเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกอับอายอย่างแปลกประหลาด
“ในใจเจ้าคงคิดว่า ข้าไม่มีความอดทนขนาดนั้นเลยหรือ”
ไป๋หลี่เหิงถามพลางขมวดคิ้ว
ในค่ำคืนที่มืดมิด ตะเกียงใต้ชายคาที่อยู่ไม่ไกลนักส่องแสงสลัว
ไป๋หลี่เหิงจ้องมองดวงตาของซูหนิงซี ทำให้ใจเขาเกิดความเจ็บปวดขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
“ตัวท่านเองยังไม่รู้ว่าตัวท่านเป็นคนอย่างไร แล้วยังจะให้ผู้อื่นมาบอกอีกหรือเพคะ”
ซูหนิงซียิ้มเยาะ และไม่อยากรับรู้ถึงความแปลกประหลาดของไป๋หลี่เหิงในคืนนี้
ในสายตาของนาง คนทั้งสองไม่ใช่คนที่จะเดินทางสายเดียวกัน
เนื่องจากไป๋หลี่เหิงอยู่ข้างเดียวกันกับซูหนิงซานมาโดยตลอด นางจะไม่ยอมแพ้และไม่ยอมทิ้งศักดิ๊ศรีของนาง และซูหนิงซีนางก็ไม่ใช่แม่พระขนาดนั้น ดังนั้นจะไม่ยอมก้มหัวให้เป็นแน่
“ดึกมากแล้ว ไม่รบกวนองค์รัชทายาทแล้ว ทูลลานะเพคะ”
พูดเสร็จ ซูหนิงซีก็ถอนหายเบาๆเพื่อระงับอารมณ์ แล้วเดินอ้อมตัวไป๋หลี่เหิงไป และเดินมุ่งหน้าต่อไปยังสวนดอกไม้
สายตาเขามองหลังของซูหนิงซีจนค่อยๆหายไปในความมืด หัวใจของไป๋หลีเหิงรู้สึกสับสนปะปนกันไปหมด
เมื่อได้ยินว่าไป๋หลี่เหิงมาเพื่อเยี่ยมนาง ซูหนิงซานดีใจมาก นางรีบเดินออกมาแต่กลับพบว่าไป๋หลี่เหิงกำลังยืนคุยอะไรบางอย่างอยู่กับซูหนิงซี ทันใดนั้นซูหนิงซานรู้สึกเหมือนแมวหวงปลาทูและมันก็เป็นอย่างนั้น มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดี
เมื่อนางเห็นไป๋หลี่เหิงเดินจากไปอย่างเหงาหงอย ซูหนิงซานคว้าขอบประตู และขีดข่วนขอบประตูด้วยเล็บยาวๆของนาง
"นางหญิงชั่ว ในเมื่อชอบพอกับเซ่อเจิ้งอ๋องแล้ว เหตุใดจึงจะมาแย่งท่านพี่เหิงไปจากข้าอีก"
ซูหนิงซานกัดฟันแน่น ใบหน้าแดงและดุร้าย
.............
ซูหนิงซีไม่ได้ออกจากจวนสกุลซูติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันแล้ว
วันนี้ หยางจิ้งเอินจึงวานคนให้ไปยังจวนสกุลซูเพื่อบอกนาง และให้เชิญซูหนิงซีไปที่หอสือเสิน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะปรึกษา
ซูหนิงซีจึงรับปากไปในทันที
เมื่อไม่นานมานี้หยางจิ้งเอินได้ไปสำรวจแคว้นใกล้เคียง และบอกว่าต้องการเลือกสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อเปิดสาขาหอสือเสิน เพราะเขากลัวจึงขอให้นางมาเพื่อที่จะปรึกษาหารือกันอีกครั้ง
เวลานี้ทั้งคนที่ขึ้นไปหาเจ้าของร้านด้านบนหอสือเสิน และคนที่ลงมาข้างล่างที่ห้องโถง ทุกคนต่างรู้จักซูหนิงซี และรู้ว่านางกับเจ้าของร้านเป็นสหายที่ดีต่อกัน
ดังนั้น เมื่อเห็นซูหนิงซีจากระยะไกล จึงสั่งให้คนไปเตรียมอาหารและของหวานที่นางโปรดปรานไว้ให้
เมื่อมาถึงหอสือเสิน ซูหนิงซีมีความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน
เนื่องด้วย “บทเรียน” จากครั้งที่แล้ว ในครั้งนี้ซูหนิงซีกับหยางจิ้งเอินจึงไม่กล้าที่จะโอบกอดกัน และนี่จะทำให้ไป๋หลีจิ่นผู้ดูแลอยู่เบื้องหลัง รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
“ไปดูงานครานี้ผลเป็นอย่างไรบ้าง เหมาะที่จะเปิดสาขาใหม่หรือไม่”
เมื่อเห็นรูปร่างหน้าตาที่ดูเหมือนคนที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทางของหยางจิ้งเอิน ซูหนิงซีจึงถามด้วยความเป็นห่วง “ข้าเห็นว่าเจ้าเพิ่งจะกลับมาน้ำก็คงยังไม่ได้อาบ เหนื่อยมากเลยใช่หรือไม่”
“หลังจากที่นั่งเรือมานานกว่าครึ่งเดือน ก็ยังต้องมานั่งรถม้าที่สั่นสะเทือนตลอดทางที่กลับมาอีก เจ้าอยากไปลองหรือไม่”
หยางจิ้งเอินกรอกตาด้วยอารมณ์ที่เบื่อหน่าย และยกน้ำชาที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาดื่ม จากนั้นจึงเช็ดปากแล้วพูดต่อ “นิสัยการกินของคนที่นั่นแตกต่างกับในเป่ยจุนมาก ข้ารู้สึกว่าถ้าเปิดสาขาจะไม่ค่อยราบรื่น หากเปิดแล้วมีแต่จะขาดทุนไม่ทำกำไร”
หยางจิ้งเอินพูดด้วยท่าทางจริงจัง
“ว่าแต่ เรื่องที่ข้าชวนร่วมถือหุ้นหอสือเสินเจ้าพิจารณาว่าอย่างไรบ้าง”
“เจ้าคิดว่าจะให้ข้าร่วมถือหุ้นหอสือเสินโดยไม่ได้ลงทุนเลยอย่างนั้นจริงๆหรือ”
ซูหนิงซีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
นางยังคิดว่า ที่พูดกันคราวก่อนนั้น เป็นคำที่หยางจิ้งเอินพูดโดยขาดสติจากการดื่มเหล้า
“จริงแท้แน่นอน ข้ายังไม่ได้บอกเจ้าเหรอ ผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้ลงทุน ทุกเดือนเจ้าก็จะมีเงินปันผลให้ เจ้าสามสิบข้าเจ็ดสิบ เจ้าคิดเห็นเป็นอย่างไรบ้าง”
หยางจิ้งเอินกวาดสายตามอง “ข้าดูเป็นคนที่ไม่พูดคำไหนคำนั้นหรือ”
แม้คิดว่านางได้สามสิบหยางจิ้งเอินได้เจ็ดสิบ แต่นางก็ได้รับแต่กำไรไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน
อีกทั้ง ยังไม่ต้องลงทุนอีกด้วย
ซูหนิงซีรู้สึกเหมือนได้รับลาภลอยและถูกครอบงำในทันที และเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธของไป๋หลีจิ่นก็ดังเข้ามาในหูนาง "ข้าเคยบอกแล้ว ข้าไม่อนุญาต"
บ่าวผู้นี้ทำไมยังมาอีก
แย่แล้ว เสียงที่ได้ยินนี้เป็นน้ำเสียงที่หึงเป็นอย่างมาก
ซูหนิงซีรู้สึกอยากจะร้องไห้ นางค่อยๆลุกยืนขึ้น “เจ้าฟังข้าอธิบายก่อน...”
[1] ศัตรูบนเส้นทางแคบ คือ พบเจอแต่คนประเภทที่ไม่อยากเจอ
ทันทีที่เดินออกมาถึงยังลานเรือนของซูหนิงซานนั้น ก็ได้เห็นซูหนิงซีที่มีหลิ่วเอ๋อร์ติดตามมา ในมือถือตะเกียงและกำลังเดินมุ่งหน้าไปยังสวนดอกไม้
ภายใต้แสงไฟอันสลัว เห็นร่างของซูหนิงซีค่อยๆเดินไกลออกไป ไป๋หลี่เหิงไม่รู้ว่าทำไมถึงมองอย่างลุ่มหลง และอดที่จะเดินตามไปไม่ได้ ”ซูหนิงซี ข้ามีบางคำอยากจะพูดกับเจ้า”
‘การที่เจ้าไม่ได้รับสิ่งๆนั้นมันดีที่สุดแล้ว’
แต่ก่อนตอนที่เขาและซูหนิงซีเป็นคู่หมายกันนั้น ประการแรกเป็นเพราะไป๋หลี่เหิงไม่ได้มีความรู้สึกต่อนาง และไป๋หลีเหิงเองก็ไม่ต้องการที่จะเอาชีวิตไปผูกมัดกับผู้หญิงที่เขาไม่รู้จัก เลยทำให้เขาได้กล่าวปฏิเสธซูหนิงซีไป
ประการที่สอง เป็นเพราะซูหนิงซานคอยยุยง ทำให้ไป๋หลี่เหิงเข้าใจซูหนิงซีผิดเป็นอย่างมาก
ไป๋หลี่เหิงจึงมองซูหนิงซีด้วยความรู้สึกรังเกียจมากขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องการที่จะยกเลิกการหมั้น
แต่มาบัดนี้ เขานึกถึงชายผู้ที่มีดวงตาชั้นยอดอย่างเสด็จอาเจ็ดของเขา ถึงแม้ว่าตัวของซูหนิงซีนั้นไม่ได้ดูมีคุณสมบัติล้ำค่าแต่อย่างใด แต่เหตุใดไป๋หลี่จิ่นถึงได้รักนางมานานหลายปี
หลังจากที่ยกเลิกการหมั้น ไป๋หลี่เหิงกลับเกิดความรู้สึกแปลกๆต่อซูหนิงซีขึ้นมาทันที
ก่อนหน้านี้ซูหนิงซีได้ยินมาว่ามีฝูงหิ่งห้อยเกิดปรากฏอยู่ในสวนดอกไม้ นางจำได้ว่าตอนที่นางอาศัยอยู่ที่ค่ายทัพ ยามกลางคืนนางมักจะเห็นฝูงหิ่งห้อยในค่ายฝึกอยู่เป็นประจำ ซูหนิงซีนึกถึงความทรงจำครั้งก่อน นางพร้อมด้วยหลิ่วเอ๋อร์จึงถือตะเกียงออกมาดูด้วยกัน
โดยไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเจอไป๋หลี่เหิง
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนเรียกของไป๋หลี่เหิง ซูหนิงซีก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว “ศัตรูบนเส้นทางแคบ【1】”
ดังนั้นนางจึงรีบเร่งฝีเท้าเดินไปข้างหน้า โดยไม่สนเสียงตะโกนเรียกของไป๋หลี่เหิง
เมื่อเขาเห็นว่าซูหนิงซีไม่สนใจ ไป๋หลี่เหิงร้อนใจมากและรีบเร่งฝีเท้าเดินตามไป เขาหยุดหอบอยู่ตรงหน้าซูหนิงซี “เจ้าตั้งใจเมินเฉยต่อข้าหรือ””
เมื่อเห็นไป๋หลี่เหิงยืนขวางอยู่ตรงหน้า ซูหนิงซีคิดอยากจะเตะเขาออกไปให้ไกลๆ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงองค์รัชทายาทและจะเป็นจักรพรรดิในอนาคต ซูหนิงซีจึงข่มอารมณ์ไว้ และตอบด้วยท่าทีที่ไม่สนใจเพียงประโยคเดียว “องค์รัชทายาททรงรู้ตัวเองดีจริงๆเพคะ”
“เจ้า...”
นึกไม่ถึงว่าซูหนิงซีจะตรงไปตรงมาเช่นนี้ หลังจากที่ไป๋หลี่เหิงแปลกใจไปครู่หนึ่ง ก็กล่าวคำแปลกๆออกมา “ดึกขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงยังไม่นอนเจ้าจะไปทำอะไรหรือ”
“องค์รัชทายาทเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบจริงๆ ท่านคิดว่าท่านอยู่ที่ต้นแม่น้ำแยงซีเกียงหรือเพคะ”
เมื่อได้ยินว่าไป๋หลี่เหิงดูเหมือนจะเป็นห่วงนาง ซูหนิงซีเหมือนรู้สึกว่าดวงอาทิตย์กำลังขึ้นทางทิศตะวันตก และนางก็อดไม่ได้ที่จะพูดประชดประชัน “ทำไมหรือเพคะ หรือว่าที่ท่านยืนขวางข้า ไม่ใช่ว่าท่านคงอยากจะคิดบัญชีกับข้าหรอกน่ะ”
เกี่ยวกับเรื่องการถอนหมั้น ไป๋หลีเหิงมีความโกรธแค้นต่อนางมานานแล้ว เรื่องนี้นางเองก็รู้แก่ใจของนางดี
ทว่าเป็นแต่ก่อน หากไป๋หลี่เหิงได้ยินคำพูดเช่นนี้ เขาคงโกรธอีกเป็นแน่
แต่ในคืนนี้ กลับพบว่าเขาไม่ได้โกรธ และคำพูดเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกอับอายอย่างแปลกประหลาด
“ในใจเจ้าคงคิดว่า ข้าไม่มีความอดทนขนาดนั้นเลยหรือ”
ไป๋หลี่เหิงถามพลางขมวดคิ้ว
ในค่ำคืนที่มืดมิด ตะเกียงใต้ชายคาที่อยู่ไม่ไกลนักส่องแสงสลัว
ไป๋หลี่เหิงจ้องมองดวงตาของซูหนิงซี ทำให้ใจเขาเกิดความเจ็บปวดขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
“ตัวท่านเองยังไม่รู้ว่าตัวท่านเป็นคนอย่างไร แล้วยังจะให้ผู้อื่นมาบอกอีกหรือเพคะ”
ซูหนิงซียิ้มเยาะ และไม่อยากรับรู้ถึงความแปลกประหลาดของไป๋หลี่เหิงในคืนนี้
ในสายตาของนาง คนทั้งสองไม่ใช่คนที่จะเดินทางสายเดียวกัน
เนื่องจากไป๋หลี่เหิงอยู่ข้างเดียวกันกับซูหนิงซานมาโดยตลอด นางจะไม่ยอมแพ้และไม่ยอมทิ้งศักดิ๊ศรีของนาง และซูหนิงซีนางก็ไม่ใช่แม่พระขนาดนั้น ดังนั้นจะไม่ยอมก้มหัวให้เป็นแน่
“ดึกมากแล้ว ไม่รบกวนองค์รัชทายาทแล้ว ทูลลานะเพคะ”
พูดเสร็จ ซูหนิงซีก็ถอนหายเบาๆเพื่อระงับอารมณ์ แล้วเดินอ้อมตัวไป๋หลี่เหิงไป และเดินมุ่งหน้าต่อไปยังสวนดอกไม้
สายตาเขามองหลังของซูหนิงซีจนค่อยๆหายไปในความมืด หัวใจของไป๋หลีเหิงรู้สึกสับสนปะปนกันไปหมด
เมื่อได้ยินว่าไป๋หลี่เหิงมาเพื่อเยี่ยมนาง ซูหนิงซานดีใจมาก นางรีบเดินออกมาแต่กลับพบว่าไป๋หลี่เหิงกำลังยืนคุยอะไรบางอย่างอยู่กับซูหนิงซี ทันใดนั้นซูหนิงซานรู้สึกเหมือนแมวหวงปลาทูและมันก็เป็นอย่างนั้น มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดี
เมื่อนางเห็นไป๋หลี่เหิงเดินจากไปอย่างเหงาหงอย ซูหนิงซานคว้าขอบประตู และขีดข่วนขอบประตูด้วยเล็บยาวๆของนาง
"นางหญิงชั่ว ในเมื่อชอบพอกับเซ่อเจิ้งอ๋องแล้ว เหตุใดจึงจะมาแย่งท่านพี่เหิงไปจากข้าอีก"
ซูหนิงซานกัดฟันแน่น ใบหน้าแดงและดุร้าย
.............
ซูหนิงซีไม่ได้ออกจากจวนสกุลซูติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันแล้ว
วันนี้ หยางจิ้งเอินจึงวานคนให้ไปยังจวนสกุลซูเพื่อบอกนาง และให้เชิญซูหนิงซีไปที่หอสือเสิน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะปรึกษา
ซูหนิงซีจึงรับปากไปในทันที
เมื่อไม่นานมานี้หยางจิ้งเอินได้ไปสำรวจแคว้นใกล้เคียง และบอกว่าต้องการเลือกสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อเปิดสาขาหอสือเสิน เพราะเขากลัวจึงขอให้นางมาเพื่อที่จะปรึกษาหารือกันอีกครั้ง
เวลานี้ทั้งคนที่ขึ้นไปหาเจ้าของร้านด้านบนหอสือเสิน และคนที่ลงมาข้างล่างที่ห้องโถง ทุกคนต่างรู้จักซูหนิงซี และรู้ว่านางกับเจ้าของร้านเป็นสหายที่ดีต่อกัน
ดังนั้น เมื่อเห็นซูหนิงซีจากระยะไกล จึงสั่งให้คนไปเตรียมอาหารและของหวานที่นางโปรดปรานไว้ให้
เมื่อมาถึงหอสือเสิน ซูหนิงซีมีความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน
เนื่องด้วย “บทเรียน” จากครั้งที่แล้ว ในครั้งนี้ซูหนิงซีกับหยางจิ้งเอินจึงไม่กล้าที่จะโอบกอดกัน และนี่จะทำให้ไป๋หลีจิ่นผู้ดูแลอยู่เบื้องหลัง รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
“ไปดูงานครานี้ผลเป็นอย่างไรบ้าง เหมาะที่จะเปิดสาขาใหม่หรือไม่”
เมื่อเห็นรูปร่างหน้าตาที่ดูเหมือนคนที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทางของหยางจิ้งเอิน ซูหนิงซีจึงถามด้วยความเป็นห่วง “ข้าเห็นว่าเจ้าเพิ่งจะกลับมาน้ำก็คงยังไม่ได้อาบ เหนื่อยมากเลยใช่หรือไม่”
“หลังจากที่นั่งเรือมานานกว่าครึ่งเดือน ก็ยังต้องมานั่งรถม้าที่สั่นสะเทือนตลอดทางที่กลับมาอีก เจ้าอยากไปลองหรือไม่”
หยางจิ้งเอินกรอกตาด้วยอารมณ์ที่เบื่อหน่าย และยกน้ำชาที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาดื่ม จากนั้นจึงเช็ดปากแล้วพูดต่อ “นิสัยการกินของคนที่นั่นแตกต่างกับในเป่ยจุนมาก ข้ารู้สึกว่าถ้าเปิดสาขาจะไม่ค่อยราบรื่น หากเปิดแล้วมีแต่จะขาดทุนไม่ทำกำไร”
หยางจิ้งเอินพูดด้วยท่าทางจริงจัง
“ว่าแต่ เรื่องที่ข้าชวนร่วมถือหุ้นหอสือเสินเจ้าพิจารณาว่าอย่างไรบ้าง”
“เจ้าคิดว่าจะให้ข้าร่วมถือหุ้นหอสือเสินโดยไม่ได้ลงทุนเลยอย่างนั้นจริงๆหรือ”
ซูหนิงซีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
นางยังคิดว่า ที่พูดกันคราวก่อนนั้น เป็นคำที่หยางจิ้งเอินพูดโดยขาดสติจากการดื่มเหล้า
“จริงแท้แน่นอน ข้ายังไม่ได้บอกเจ้าเหรอ ผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้ลงทุน ทุกเดือนเจ้าก็จะมีเงินปันผลให้ เจ้าสามสิบข้าเจ็ดสิบ เจ้าคิดเห็นเป็นอย่างไรบ้าง”
หยางจิ้งเอินกวาดสายตามอง “ข้าดูเป็นคนที่ไม่พูดคำไหนคำนั้นหรือ”
แม้คิดว่านางได้สามสิบหยางจิ้งเอินได้เจ็ดสิบ แต่นางก็ได้รับแต่กำไรไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน
อีกทั้ง ยังไม่ต้องลงทุนอีกด้วย
ซูหนิงซีรู้สึกเหมือนได้รับลาภลอยและถูกครอบงำในทันที และเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธของไป๋หลีจิ่นก็ดังเข้ามาในหูนาง "ข้าเคยบอกแล้ว ข้าไม่อนุญาต"
บ่าวผู้นี้ทำไมยังมาอีก
แย่แล้ว เสียงที่ได้ยินนี้เป็นน้ำเสียงที่หึงเป็นอย่างมาก
ซูหนิงซีรู้สึกอยากจะร้องไห้ นางค่อยๆลุกยืนขึ้น “เจ้าฟังข้าอธิบายก่อน...”
[1] ศัตรูบนเส้นทางแคบ คือ พบเจอแต่คนประเภทที่ไม่อยากเจอ
HELLOTOOL SDN BHD © 2020 www.readmeapps.com All rights reserved