บทที่ 17 ผู้ชายฟุ่มเฟือย (ฉบับแก้ไข)

by อี้อี้ 17:29,Mar 13,2022
ที่บอกว่าหอสือเสินมีเงินทองเข้ามาทุกๆวัน ไม่ใช่เรื่องที่คุยโวเป็นอันขาด

พูดตามตรง ซูหนิงซีรู้สึกประทับใจกับคำเชิญชวนของหยางจิ้งเอินเป็นอย่างมาก แต่นางยังไม่ทันตอบตกลง เรื่องที่เหมือนกำลังจะไปได้ด้วยดี เเต่ดันเจออุปสรรค

เมื่อเห็น “อุปสรรค” ค่อยๆเดินเข้ามาทีละก้าวด้วยสีหน้ามืดมิด ซูหนิงซีรู้สึกอยากร้องไห้ไม่รู้จนจะทำอย่างไรดี

พระเจ้า ทำไมต้องตัดหนทางแห่งความมั่งคั่งของนางด้วย

“ข้าเลี้ยงดูเจ้าไม่ดีหรือ”

ไป๋หลีจิ่นเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยน เขามองไปยังซูหนิงซีที่มีท่าทีตกใจ และถอนหายใจอย่างเย็นชา “เจ้าต้องการอะไรข้าล้วนให้เจ้าได้ทุกอย่าง”

แต่ทว่า อย่าไปยุ่งกับบุรุษผู้อื่น

ในที่สาธารณะ พูดตรงไปตรงมาเช่นนี้ดีแล้วหรือ

หยางจิ้งเอินแทนที่จะรู้สึกโกรธ แต่กลับหันไปมองใบหน้าที่แสดงออกของซูหนิงซี “ข้าเข้าใจ” ซึ่งทำให้นางหน้าแดง และพูดอย่างเขินอาย “ท่านอ๋อง ข้ามือเท้ายังดีอยู่ ไม่ได้ต้องการให้ท่านมาเลี้ยงดู”

เมื่อครู่นี้ ยังจำอารมณ์ที่หึงหวงของไป๋หลีจิ่นได้ และพูดประโยคที่อยู่ใต้จิตสำนึกเพื่อจะฟังคำอธิบายจากนาง

เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการอธิบาย ก็เริ่มจำกัดอิสระในการคบเพื่อนของนางแล้วหรือ

ซูหนิงซีแสดงออกถึงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก “อีกทั้งท่านยังบอกว่าไม่ได้สะกดรอยตามข้า วันนี้ก็คงเป็นเรื่องบังเอิญอีกเช่นเคยใช่หรือไม่”

“ข้าสะกดรอยตามเจ้าจริงๆ”

ใครจะไปรู้ และคาดไม่ถึงว่าครั้งนี้ไป๋หลีจิ่นจะยอมรับอย่างเปิดเผย

ซูหนิงซียืนแข็งอยู่กับที่ในทันที และเมื่อได้สตินางก็จ้องมองไปที่ไป๋หลีจิ่น “ไม่ว่าอย่างไรก็ตามท่านเป็นถึงท่านอ๋อง ทำไมถึงได้กระทำเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้ มันไม่เหมาะกับฐานะของท่าน”

ไป๋หลีจิ่นไม่ได้ตอบ เขานั่งลงบนที่นั่งว่างข้างๆนาง และมองไปที่หยางจิ้งเอินแล้วกล่าว “นางจะไม่ร่วมถือหุ้น”

“เจ้าเองก็อย่าคิดที่จะมีน้ำใจอะไรที่ไม่ควรมีกับนาง”

หยางจิ้งเอินกระแอมสองครั้ง “ท่านอ๋อง ท่านเข้าใจอะไรข้าผิดไปหรือเปล่า”

“แม้ว่าข้าจะไม่ใช่ผู้ที่มีอิทธิพลหรือมีอำนาจ จะหาหญิงงามแบบไหนได้บ้างก็ยังไม่รู้ แต่ร่างผอมบางแบบซูหนิงซีนี่ ก็ยังไม่ใช่แบบที่ข้าชอบจริงๆ"

หยางจิ้งเอินไม่ปกปิดใบหน้าที่ดูเมินเฉย ราวกับว่าไม่มีความกังวลว่าคำพูดที่พูดไปจะทำให้ไป๋หลีจิ่นไม่พอใจ

เพราะถึงอย่างไร ไป๋หลีจิ่นก็คงยังโอบอุ้มซูหนิงซีไว้ในอุ้งมือ

“ข้าพูดเล่น เผื่อสถานการณ์จะผ่อนคลายขึ้น”

ทันทีที่พูดจบ เขาเห็นหยางจิ้งเอินอธิบายด้วยรอยยิ้ม “ท่านอ๋อง ท่านอย่าได้กังวลใจเลยว่าระหว่างข้ากับหนิงซีจะมีเรื่องอื่น ข้าแค่คิดถึงสถานการณ์ที่ไม่ดีของนางในจวนสกุลซู และต้องการที่จะช่วยนางด้วยความบริสุทธิ์ใจก็แค่นั้น"

หยางจิ้งเอินค่อยๆแสดงความจริงจังออกมา

เมื่อได้ยินคำอธิบายนี้ สีหน้าของไป๋หลีจิ่นก็ค่อยๆอ่อนลงเล็กน้อย

“เจ้าอยากร่วมถือหุ้นหรือไม่”

ไป๋หลีจิ่นหันหน้ามองพลางถามนาง

แน่นอนว่าอยากร่วม

ความรู้สึกในใจของซูหนิงซีเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง แต่นางกลับไม่กล้าแสดงออกมาทางใบหน้า นางพูดอย่างอัดอั้นตันใจ “แทนที่ในแต่ละวันข้าต้องอยู่พบหน้าผู้คนในจวน สู้ข้าออกมาหาอะไรทำด้วยตัวเองเสียยังดีกว่า”

เมื่อเห็นใบหน้าอันอัดอั้นของนาง ก็นึกถึงการถูกกดขี่ที่นางนั้นได้รับจากภายในจวนแม่ทัพมาโดยตลอด ไป๋หลีจิ่นรู้สึกสงสารนางเป็นอย่างมาก

เขาใจอ่อนลง และอดไม่ได้ที่จะปรับน้ำเสียงของเขาให้อ่อนลงด้วย “ในเมื่อเจ้าอยากร่วมถือหุ้น งั้นเจ้าก็ร่วมถือหุ้นเถอะ”

“จริงหรือ”

ในชั่วพริบตา ความอัดอั้นบนใบหน้าของซูหนิงซีก็พลันหายไป กลายเป็นความน่ารักปนความเจ้าเล่ห์แทน

ไป๋หลีจิ่นยิ้มอย่างฝืนไม่ได้ “แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าอยากร่วมถือหุ้นหอสือเสิน ก็ไม่สามารถที่จะลงทุนไปอย่างโดยไม่ลงเงินได้”

“ในเมื่อเถ้าแก่หยางเป็นผู้ดูแลจัดการหอสือเสิน แน่นอนว่าเขาเองก็ต้องหาเงินกำไร มิเช่นนั้นในอนาคตเขาแต่งงานมีลูกจะดูแลปากท้องครอบครัวได้อย่างไร”

ไป๋หลีจิ่นทำหน้าเคร่งเครียด และกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าจะลงทุนให้เจ้าสามสิบส่วนในหุ้น ก็เอาตามที่พวกเจ้าเพิ่งจะคุยกันไว้เจ้าสามสิบเขาเจ็ดสิบ ไม่ควรจะไปเอาเปรียบเถ้าแก่หยาง”

ไป๋หลีจิ่นพูดด้วยความเป็นธรรม แต่ซูหนิงซีกลับรู้สึกว่ามันตลก

ชายผู้นี้ยังคงใจแคบจริงๆ

ดูเหมือนว่าจะคิดเพื่อประโยชน์ของหยางจิ้งเอิน แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นเพื่อที่จะขีดเส้นนางกับหยางจิ้งเอิน และรักษาระยะห่างไว้

ในเวลานี้ หยางจิ้งเอินกล่าวอย่างช้าๆ “ที่ท่านอ๋องพูดมีเหตุผลมาก แต่ในความคิดข้า ในอนาคตท่านอ๋องเองก็ไม่ต้องแต่งงานมีลูกและดูแลปากท้องครอบครัวหรือ”

“ทำไมท่านอ๋องสามารถเอื้อเฟื้อต่อหนิงซีได้เช่นนี้ แต่ข้าใยจึงทำไม่ได้เล่า ท่านอยากจะทำดีต่อหนิงซี ตัวข้าเองก็เช่นกัน”

หยางจิ้งเอินผู้เฒ่าใต้แสงจันทร์[1]ผู้นี้ทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมกับตำแหน่งมาก

เมื่อรู้ว่าไป๋หลีจิ่นไม่ได้สารภาพความรู้สึกที่แท้จริงต่อซูหนิงซี จึงใช้เรื่องนี้ตบตาเพื่อบีบบังคับให้ไป๋หลีจิ่นเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา

ซูหนิงซีหันไปมองหยางจิ้งเอิน พี่ชายคนนี้ยังจะไม่หยุดเล่นกับไฟอีก

ไป๋หลีจิ่นเหลือบมองหยางจิ้งเอินอย่างช้าๆ แล้วจึงกล่าวเบาๆ “เจ้าจะมาเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับหนิงซีได้อย่างไร ข้าทำดีต่อนางมันเป็นเรื่องหลักการของฟ้าดินที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แล้วเจ้ามีสิทธิ์อะไร”

“ที่ข้าพูดถูกต้องหรือไม่”

พูดจบ ไป๋หลีจิ่นก็หรี่ตาลงเล็กน้อย และเหลือบมองไปที่ซูหนิงซีอย่างลึกซึ้ง ราวกับว่า “ถ้าเจ้ากล้าที่จะบอกว่าไม่ใช่ ข้าก็กล้าที่จะทำอะไรกับเจ้าก็ได้”

ซูหนิงซีแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อนางถูกจ้องมองด้วยสายตาเช่นนั้นของไป๋หลีจิ่น นางทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ “ท่านบอกว่าใช่เช่นนั้นก็ใช่”

ชายผู้นี้ตระหนี่มาก เป็นการดีกว่าที่จะไม่ทำให้เขาขุ่นเคือง

“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น งั้นก็เอาตามนี้ ข้ายังมีธุระต้องทำ ต้องไปก่อน”

ไป๋หลีจิ่นจึงลุกขึ้นยืนอย่างพึงพอใจ หลังจากที่พูดกับซูหนิงซีเพียงไม่กี่คำก็เดินจากไป

จนกระทั่งไป๋หลีจิ่นเดินออกไปไกลแล้ว หยางจิ้งเอินจึงเอียงมองไปที่ซูหนิงซี “ท่าทางของเจ้าเมื่อครู่นั้นคืออะไร ยังไม่ทันได้แต่งงานกับเขาก็กลัวเช่นนี้แล้ว”

"เจ้าก็เป็นดั่งบุรษที่กลัวภรรยาตามต้นฉบับ"

หลังจากที่ทั้งสองหยอกล้อกันครู่หนึ่ง เฮยเย่าก็ได้ส่งหีบทองคำมาให้

ใช่ หีบทองคำ

แม้แต่หยางจิ้งเอินเอง ก็มองตาค้างตกตะลึงพูดอะไรไม่ออก ทองคำที่ถืออยู่ในมือ เหมือนกับสมบัติอันล้ำค่าที่หาได้ยาก เขาเก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ “ข้าบอกแล้วสาวน้อย เจ้าน่ะเหมือได้แต่งงานหีบทองคำเลยนะ”

ทองคำมากมายขนาดนี้ ไป๋หลีจิ่นส่งมาให้โดยง่ายดาย

เห็นได้ชัดว่า ซูหนิงซีมีความสำคัญต่อความรู้สึกของเขามากจริงๆ

ซูหนิงซีก็ตกใจเช่นกัน เมื่อได้ยินคำพูดของหยางจิ้งเอิน นางกระทืบเท้าอยู่กับที่ ด่าพลางกัดฟันแน่น “ไป๋หลีจิ่น ผู้ชายฟุ่มเฟือย”

ทองเยอะขนาดนี้เขาไม่กังวล แต่นางกังวล....

เมื่อมีซูหนิงซีเข้าร่วมถือหุ้น หยางจิ้งเอินจากที่ทั้งวันงานยุ่งไม่ได้หยุดพัก ก็นับว่าสามารถผ่อนงานหนักลงได้จริงๆ

ในช่วงไม่กี่วันมานี้ซูหนิงซีได้ค้นคว้าหาเครื่องเคียงที่ทันสมัยหลายๆอย่าง ทันทีที่นำอาหารออกมาให้ทดลองชิมก็ได้รับความสนใจจากบรรดาลูกค้าและสหาย

กิจการหอสือเสินยิ่งเฟื่องฟูมากขึ้น เมื่อดูจากรายได้รายวัน ซูหนิงซีรู้สึกมีความสุขอย่างหุบยิ้มไม่ได้

ตอนนี้มีรายได้แล้ว แม้แต่นางอยากจะฉีกหน้าจวนสกุลซู ก็ไม่ต้องกังวล

ซูหนิงซีคิดว่า รอให้ถึงฤดูหนาว นำเมนูหม้อไฟออกมา จะต้องปังอย่างแน่นอน

ชาวเมืองของเขตปกครองทางตอนเหนือชอบอาหารรสจัด และแน่นอนว่าต้องชอบหม้อไฟอย่างง่าย

เพราะตอนนี้จิตใจนางจดจ่ออยู่กับหอสือเสิน จนในที่สุดไป๋หลีจิ่นผู้ขี้หึงนั้นก็เกิดอาการหึงหวงขึ้นมาอีกแล้ว หลังจากที่บ่นหลายครั้งว่านางไม่สนใจ และเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกว่ายากสำหรับนาง ไม่นึกเลยว่าจะเริ่มทำสงครามเย็นกับนางขึ้นมา....

เมื่อเห็นว่าซูหนิงซีไม่ได้อยู่ในจวนเป็นเวลาหลายวัน ซูหนิงซานจึงเกิดสงสัย วันนี้จึงถือโอกาสแอบตามนางออกไป

เมื่อพบว่าซูหนิงซีเป็นสหายกับเจ้าของหอสือเสิน ซูหนิงซานรู้สึกทั้งอิจฉา ทั้งพอใจ รู้สึกว่าจับความผิดของซูหนิงซีได้แล้ว

ถ้าบอกความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเจ้าของหอสือเสินให้ไป๋หลีจิ่นได้ล่วงรู้ เซ่อเจิ้งอ๋องจะต้องเดือดเป็นแน่

ในยามนั้น นางก็แค่รอดูชะตากรรมที่น่าสังเวชของซูหนิงซีว่าจะเป็นเช่นไร

ดังนั้น ซูหนิงซานจึงรีบกลับจวนทันที และนำแผนการของตนเองไปบอกกับนางเฉียว


[1] ผู้เฒ่าใต้แสงจันทร์ เป็นเทพผู้บันดาลรักและการแต่งงานตามความเชื่อของชาวจีน

มือหนึ่งกำด้ายแดง มือหนึ่งถือครองไม้เท้าแขวนสมุดสมรสสมรัก

Download APP, continue reading

Chapters

1