บทที่14 ท่านอ๋องบุก
by อี้อี้
17:28,Mar 13,2022
ไม่รู้ว่าไป๋หลี่จิ่นมาด้วยเหตุใด เมื่อพูดถึงปกติหากเขามาเพื่อพบซูหนิงซี มักจะตรงมายังสวนป่าไผ่ ไม่ร้องแจ้งให้รู้ก่อนเช่นนี้
หากมีเรื่องสำคัญ ยิ่งไม่ส่งคนมาเพื่อร้องแจ้ง เพียงแค่กล่าวการมาเขามา
หรือว่า เขามาเพื่อหนุนหลังซูหนิงซีอีกแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ซูหงเหว่ยได้แต่มองซูหนิงซีด้วยความละอาย กระแอมไอส่งเสียงพลางพูดว่า “หนิงซี วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อสั่งสอนอะไรเจ้า เพียงเห็นว่าเจ้ากลับมืดค่ำจึงเป็นห่วง มาเพื่อดูเจ้าเท่านั้น”
เฮอะ ยังมีหน้ามาพูดอีก
“เมื่อครู่ข้าเข้ามา พวกท่านทำข้าตกใจนัก ลูกนึกว่าทำอะไรผิดมากมาย จนต้องถูกไต่สวน”
ซูหนิงซีทีท่าเย้ยหยัน ทำให้ซูหงเหว่ยหน้าเริ่มแดง
“ไม่ใช่อย่างนั้น จะเป็นไปได้อย่างไร”
ซูหงเหว่ยยิ้มแห้ง “เช่นนั้นข้าจะไปพบท่านอ๋องก่อน พรุ่งนี้ค่อยพูดคุยกับเจ้าใหม่”
เมื่อพูดจบ เขาจึงหันไปพูดกับนางเฉียวและซูหนิงซาน “หนิงซีกลับมามืดค่ำเช่นนี้ ไม่รู้ว่ากินอะไรมาหรือยัง เจ้าไปดูสั่งให้คนเตรียมสำรับเย็นให้นางที นางอาจจะหิว ”
“วันนี้เจ้าพูดไม่ดีกับพี่สาวของเจ้า อย่าลืมขอโทษขอให้นางอภัยให้เจ้าด้วย”
หลังพูดจบ ซูหงเหว่ยจึงออกไปพร้อมยิ้มแห้งๆเพื่อไปพบกับไป๋หลี่จิ่น
เมื่อเห็นรอยยิ้มของซูหงเหว่ยก็รู้สึกทนแทบจะไม่ไหว ซูหนิงซีได้แต่อดทนไว้ และมองเขาเดินออกไป พลางหันมองไปยังนางเฉียวและซูหนิงซาน
ขิงแก่ย่อมเผ็ด[1]
คำพูดของซูหงเหว่ยไม่ได้เต็มใจนักและความรู้สึกนั้นแสดงอยู่บนหน้าของเขา นางเฉียวกัดฟันฝืนยิ้ม “คุณหนูใหญ่น่าจะหิวแล้ว ข้าจะไปที่ครัวให้คนเตรียมสำรับให้”
คนพวกนี้ เปลี่ยนหน้าเร็วกว่าพลิกหน้ากระดาษ
ต่อให้นางเฉียวเต็มใจเตรียมสำรับเย็นให้ นางก็ไม่อยากกิน
ซูหนิงซีขมวดคิ้ว ยิ้มพลางมองไปที่นาง“จวนเซ่อเจิ้งอ๋องจะขาดตกบกพร่องเรื่องอาหารได้อย่างไร?คงไม่รบกวนอนุเฉียวแล้ว”
เมื่อเผชิญหน้าพร้อมกับสามคำนี้ “อนุเฉียว” นางเฉียวยิ่งกัดฟันด้วยความขุ่นเคือง
ในใจรู้ดีว่า ซูหนิงซีนั้นตั้งใจที่จะจี้จุดขยี้บาดแผลของนาง หากโรยเกลือด้วยได้ยิ่งดี
นางมองไปยังซูหนิงซาน กวักมือเรียกมาเพื่อกล่าวขอโทษซูหนิงซี มิเช่นนั้นหากเรื่องในวันนี้รู้ถึงไป๋หลี่จิ่น ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ซูหนิงซานบีบคั้นด้วยความไม่เต็มใจ
ในใจนางยังคงสงสัย เรื่องที่นางเคยสืบมาก่อนหน้านี้ เหตุใดเซ่อเจิ้งอ๋องถึงไม่เอาเรื่องซูหนิงซี เรื่องที่ซูหนิงซีสนิทสนมกับชายอื่น เซ่อเจิ้งอ๋องไม่สนใจหรือ
ทำไมคืนนี้จู่ๆถึงมาที่จวนแม่ทัพกัน?
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่ซูหนิงซีนังเด็กนี่ยังพูดอีกว่า นางไปจวนเซ่อเจิ้งอ๋องมา?
ซูหนิงซานรู้เพียงว่าทุกอย่างดูผิดปกติ แต่ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
ยิ่งคิดไม่ออก ในใจยิ่งรู้สึกแปลก
ซูหนิงซานขมวดคิ้ว กัดริมฝีปากด้วยความไม่เต็มใจ นางไม่อยากขอโทษซูหนิงซี
เมื่อเห็นดังนั้น ซูหนิงซีจึงลุกขึ้นยืนและเอ่ยว่า“ได้ ในเมื่อที่นี่ไม่มีผู้ใดอื่นแล้ว เราเลิกเสแสร้งกันเถิด”
“ในเมื่อต่อหน้าข้าไม่เต็มใจเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนใจ”
ซูหนิงซีเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาและไม่เกรงใจ “นี่ก็ดึกมากแล้ว ข้าอยากพักผ่อน เชิญกลับเถอะ”
พูดจบ ซูหนิงซีจึงเดินเข้าห้องด้านใน
ซูหนิงซานสีหน้าโกรธเคือง อยากจะโต้แย้ง นางเฉียวรีบดึงนางออกมาและเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา“พอได้แล้ว พวกเรากลับกันก่อน ยังต้องส่งคนไปดูท่านพ่อเจ้าทางนั้นอีก ไม่รู้ว่าท่านอ๋องคืนนี้มาด้วยเหตุอันใด”
ซูหนิงซานบอกว่าได้ส่งข่าวไปแล้ว แต่ไป่หลี่จิ่นดูไม่ได้สนใจอันใด
แต่มันจะบังเอิญอะไรเช่นนี้ พวกนางพึ่งยุให้ซูหงเหว่ยมาสั่งสอนซูหนิงซี ไป๋หลี่จิ่นจู่ๆก็มา
แต่จะมาก็มาเถอะ ทำไมต้องให้คนร้องเรียกเสียงดัง คนตกอกตกใจหมด
แต่ในความเป็นจริง การที่ไป๋หลี่จิ่นบุกจวนแม่ทัพครั้งนี้นั้น ไม่ได้ทำเพื่อซูหนิงซี
ชายแดนเริ่มมีการเคลื่อนไหว เมืองอู๋ทำการยั่วยุหลายครา ดังนั้นซูเหลียงที่ประจำการอยู่นั้น จึงอาสาเฝ้าทัพ เกรงว่าเทศการไหว้พระจันทร์นี้จะไม่ได้กลับมายังเมืองหลวง ไป๋หลี่จิ่นจึงมาเพื่อแจ้งข่าวต่อซูหงเหว่ย
เดิมทีซูหงเหว่ยนั้นไม่ค่อยวางใจ กลัวว่าเพราะเรื่องของซูหนิงซีจะทำให้ไป๋หลี่จิ่นขุ่นเคือง
คิดไม่ถึงว่า ไป๋หลี่จิ่นจะดีถึงขั้นมาเพื่อ……ปลอบโยนเขา?
ซูเหลียงเป็นบุตรชายของซูหงเหว่ยและนางเฉียว เขาเคียงข้างซูหงเหว่ยในสนามรบตั้งแต่อายุสิบสี่ สิบกว่าปีมานี้เขายืนหยัดได้ด้วยตนเอง และกลายเป็นเทพผู้พิทักษ์ชายแดนทางเขตเหนือ
สำหรับฮ่องเต้นั้น ทรงให้ความสำคัญต่อซูเหลียงเป็นอย่างมาก
ดังนั้น จึงทรงรับสั่งให้ไป๋หลี่จิ่นมาเพื่อส่งข่าวให้ซูหงเหว่ยเกี่ยวกับเรื่องนี้
จนกระทั่งไป๋หลี่จิ่นออกไปจากจวน ซูหงเหว่ยยังไม่หายจากอาการวิตกกังวล
นางเฉียวเอามือทาบอก น้ำตาคลอทั้งสองข้าง“นายท่าน ข้าได้ยินมาว่าชายแดนเมืองอู๋นั้นแห้งแล้งนัก และคนที่นั่นก็ป่าเถื่อน ข้ากลัวว่าเหลียงเอ๋อร์จะได้รับบาดเจ็บ”
ในเวลานี้ เริ่มรู้สึกว่านางเฉียวเป็นเหมือนมารดาดังเช่นคนทั่วไปขึ้นมาจริงๆ เพราะต้องอยู่ห่างจากลูกชายหลายพันลี้
“ในสนามรบนั้นดาบไม่มีตา แม้แต่ข้าก็ผ่านคมดาบคมหอกมานักต่อนัก”
ในใจซูหงเหว่ยก็เป็นกังวลเช่นกัน แต่ก็ยังกัดฟันพูด“เมื่อเหลียงเอ๋อร์เลือกที่จะเดินทางนี้ พวกเราต้องสนับสนุน และหวังว่าจะไม่เลิกล้มเอากลางคัน”
“นอกจากนี้ ทั่วทั้งเขตเหนือ มีใครบ้างไม่สรรเสริญเหลียงเอ๋อร์ผู้เป็นวีรบุรุษบ้าง?เหลียงเอ๋อร์มีเลือดข้าในวัยหนุ่ม ปกป้องความสงบของเขตทางเหนือ แม้แต่ฝ่าบาทยังให้ความสำคัญแก่เขา”
นางเฉียวเช็ดน้ำตา ค่อยๆมองไปยังซูหงเหว่ย“นายท่าน ท่านอ๋องมาเพียงเรื่องของเหลียงเอ๋อร์เท่านั้นหรือเจ้าคะ ไม่ได้เอ่ยเรื่องอื่นใดใช่หรือไม่”
“เจ้าคิดว่าท่านอ๋องจะเอ่ยอันใด”
ซูหงเหว่ยเหลือบมอง “นี่ก็ดึกแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ”
ยามนี้ ไป๋หลี่จิ่นได้ออกจากจวนแม่ทัพไปแล้ว แต่กลับปรากฏกายขึ้นที่เรือนสวนป่าไผ่
ซูหนิงซีคืนนี้เข้านอนเร็ว และไฟในเรือนสวนป่าไผ่ก็ดับแล้ว ไป๋หลี่จิ่นมายังเตียงของซูหนิงซีอย่างเงียบๆ
ภายใต้แสงจันทร์และความเย็นด้านนอกหน้าต่าง มองดูใบหน้ายามหลับใหลของผู้เป็นที่รัก ไป๋หลี่จิ่นภายในใจไม่สามารถสงบนิ่งได้เลย
เขาก้มศรีษะลง และจูบบนหน้าผากของซูหนิงซีเบาๆ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้น
ยังคงต้องรออีกนานเท่าไหร่ เขาถึงจะได้มีนางในอ้อมกอดยามหลับใหลอย่างสงบสุข?
ไป๋หลี่จิ่นแอบถอนหายใจเบาๆ ในขณะที่กำลังจะจากไป เขาได้ยินเสียงของซูหนิงซีเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ข้าอยากกลับบ้าน”
ที่นี่ ไม่ใช่บ้านของนางหรือ
ไป๋หลี่จิ่นหยุดชะงัก
เชิงอรรถ
[1]ขิงแก่ย่อมเผ็ด สำนวนจีนแปลว่า คนที่มีประสบการณ์มากกว่า มักจะจัดการกับสิ่งต่างๆได้ดีกว่า
หากมีเรื่องสำคัญ ยิ่งไม่ส่งคนมาเพื่อร้องแจ้ง เพียงแค่กล่าวการมาเขามา
หรือว่า เขามาเพื่อหนุนหลังซูหนิงซีอีกแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ซูหงเหว่ยได้แต่มองซูหนิงซีด้วยความละอาย กระแอมไอส่งเสียงพลางพูดว่า “หนิงซี วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อสั่งสอนอะไรเจ้า เพียงเห็นว่าเจ้ากลับมืดค่ำจึงเป็นห่วง มาเพื่อดูเจ้าเท่านั้น”
เฮอะ ยังมีหน้ามาพูดอีก
“เมื่อครู่ข้าเข้ามา พวกท่านทำข้าตกใจนัก ลูกนึกว่าทำอะไรผิดมากมาย จนต้องถูกไต่สวน”
ซูหนิงซีทีท่าเย้ยหยัน ทำให้ซูหงเหว่ยหน้าเริ่มแดง
“ไม่ใช่อย่างนั้น จะเป็นไปได้อย่างไร”
ซูหงเหว่ยยิ้มแห้ง “เช่นนั้นข้าจะไปพบท่านอ๋องก่อน พรุ่งนี้ค่อยพูดคุยกับเจ้าใหม่”
เมื่อพูดจบ เขาจึงหันไปพูดกับนางเฉียวและซูหนิงซาน “หนิงซีกลับมามืดค่ำเช่นนี้ ไม่รู้ว่ากินอะไรมาหรือยัง เจ้าไปดูสั่งให้คนเตรียมสำรับเย็นให้นางที นางอาจจะหิว ”
“วันนี้เจ้าพูดไม่ดีกับพี่สาวของเจ้า อย่าลืมขอโทษขอให้นางอภัยให้เจ้าด้วย”
หลังพูดจบ ซูหงเหว่ยจึงออกไปพร้อมยิ้มแห้งๆเพื่อไปพบกับไป๋หลี่จิ่น
เมื่อเห็นรอยยิ้มของซูหงเหว่ยก็รู้สึกทนแทบจะไม่ไหว ซูหนิงซีได้แต่อดทนไว้ และมองเขาเดินออกไป พลางหันมองไปยังนางเฉียวและซูหนิงซาน
ขิงแก่ย่อมเผ็ด[1]
คำพูดของซูหงเหว่ยไม่ได้เต็มใจนักและความรู้สึกนั้นแสดงอยู่บนหน้าของเขา นางเฉียวกัดฟันฝืนยิ้ม “คุณหนูใหญ่น่าจะหิวแล้ว ข้าจะไปที่ครัวให้คนเตรียมสำรับให้”
คนพวกนี้ เปลี่ยนหน้าเร็วกว่าพลิกหน้ากระดาษ
ต่อให้นางเฉียวเต็มใจเตรียมสำรับเย็นให้ นางก็ไม่อยากกิน
ซูหนิงซีขมวดคิ้ว ยิ้มพลางมองไปที่นาง“จวนเซ่อเจิ้งอ๋องจะขาดตกบกพร่องเรื่องอาหารได้อย่างไร?คงไม่รบกวนอนุเฉียวแล้ว”
เมื่อเผชิญหน้าพร้อมกับสามคำนี้ “อนุเฉียว” นางเฉียวยิ่งกัดฟันด้วยความขุ่นเคือง
ในใจรู้ดีว่า ซูหนิงซีนั้นตั้งใจที่จะจี้จุดขยี้บาดแผลของนาง หากโรยเกลือด้วยได้ยิ่งดี
นางมองไปยังซูหนิงซาน กวักมือเรียกมาเพื่อกล่าวขอโทษซูหนิงซี มิเช่นนั้นหากเรื่องในวันนี้รู้ถึงไป๋หลี่จิ่น ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ซูหนิงซานบีบคั้นด้วยความไม่เต็มใจ
ในใจนางยังคงสงสัย เรื่องที่นางเคยสืบมาก่อนหน้านี้ เหตุใดเซ่อเจิ้งอ๋องถึงไม่เอาเรื่องซูหนิงซี เรื่องที่ซูหนิงซีสนิทสนมกับชายอื่น เซ่อเจิ้งอ๋องไม่สนใจหรือ
ทำไมคืนนี้จู่ๆถึงมาที่จวนแม่ทัพกัน?
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่ซูหนิงซีนังเด็กนี่ยังพูดอีกว่า นางไปจวนเซ่อเจิ้งอ๋องมา?
ซูหนิงซานรู้เพียงว่าทุกอย่างดูผิดปกติ แต่ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
ยิ่งคิดไม่ออก ในใจยิ่งรู้สึกแปลก
ซูหนิงซานขมวดคิ้ว กัดริมฝีปากด้วยความไม่เต็มใจ นางไม่อยากขอโทษซูหนิงซี
เมื่อเห็นดังนั้น ซูหนิงซีจึงลุกขึ้นยืนและเอ่ยว่า“ได้ ในเมื่อที่นี่ไม่มีผู้ใดอื่นแล้ว เราเลิกเสแสร้งกันเถิด”
“ในเมื่อต่อหน้าข้าไม่เต็มใจเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนใจ”
ซูหนิงซีเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาและไม่เกรงใจ “นี่ก็ดึกมากแล้ว ข้าอยากพักผ่อน เชิญกลับเถอะ”
พูดจบ ซูหนิงซีจึงเดินเข้าห้องด้านใน
ซูหนิงซานสีหน้าโกรธเคือง อยากจะโต้แย้ง นางเฉียวรีบดึงนางออกมาและเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา“พอได้แล้ว พวกเรากลับกันก่อน ยังต้องส่งคนไปดูท่านพ่อเจ้าทางนั้นอีก ไม่รู้ว่าท่านอ๋องคืนนี้มาด้วยเหตุอันใด”
ซูหนิงซานบอกว่าได้ส่งข่าวไปแล้ว แต่ไป่หลี่จิ่นดูไม่ได้สนใจอันใด
แต่มันจะบังเอิญอะไรเช่นนี้ พวกนางพึ่งยุให้ซูหงเหว่ยมาสั่งสอนซูหนิงซี ไป๋หลี่จิ่นจู่ๆก็มา
แต่จะมาก็มาเถอะ ทำไมต้องให้คนร้องเรียกเสียงดัง คนตกอกตกใจหมด
แต่ในความเป็นจริง การที่ไป๋หลี่จิ่นบุกจวนแม่ทัพครั้งนี้นั้น ไม่ได้ทำเพื่อซูหนิงซี
ชายแดนเริ่มมีการเคลื่อนไหว เมืองอู๋ทำการยั่วยุหลายครา ดังนั้นซูเหลียงที่ประจำการอยู่นั้น จึงอาสาเฝ้าทัพ เกรงว่าเทศการไหว้พระจันทร์นี้จะไม่ได้กลับมายังเมืองหลวง ไป๋หลี่จิ่นจึงมาเพื่อแจ้งข่าวต่อซูหงเหว่ย
เดิมทีซูหงเหว่ยนั้นไม่ค่อยวางใจ กลัวว่าเพราะเรื่องของซูหนิงซีจะทำให้ไป๋หลี่จิ่นขุ่นเคือง
คิดไม่ถึงว่า ไป๋หลี่จิ่นจะดีถึงขั้นมาเพื่อ……ปลอบโยนเขา?
ซูเหลียงเป็นบุตรชายของซูหงเหว่ยและนางเฉียว เขาเคียงข้างซูหงเหว่ยในสนามรบตั้งแต่อายุสิบสี่ สิบกว่าปีมานี้เขายืนหยัดได้ด้วยตนเอง และกลายเป็นเทพผู้พิทักษ์ชายแดนทางเขตเหนือ
สำหรับฮ่องเต้นั้น ทรงให้ความสำคัญต่อซูเหลียงเป็นอย่างมาก
ดังนั้น จึงทรงรับสั่งให้ไป๋หลี่จิ่นมาเพื่อส่งข่าวให้ซูหงเหว่ยเกี่ยวกับเรื่องนี้
จนกระทั่งไป๋หลี่จิ่นออกไปจากจวน ซูหงเหว่ยยังไม่หายจากอาการวิตกกังวล
นางเฉียวเอามือทาบอก น้ำตาคลอทั้งสองข้าง“นายท่าน ข้าได้ยินมาว่าชายแดนเมืองอู๋นั้นแห้งแล้งนัก และคนที่นั่นก็ป่าเถื่อน ข้ากลัวว่าเหลียงเอ๋อร์จะได้รับบาดเจ็บ”
ในเวลานี้ เริ่มรู้สึกว่านางเฉียวเป็นเหมือนมารดาดังเช่นคนทั่วไปขึ้นมาจริงๆ เพราะต้องอยู่ห่างจากลูกชายหลายพันลี้
“ในสนามรบนั้นดาบไม่มีตา แม้แต่ข้าก็ผ่านคมดาบคมหอกมานักต่อนัก”
ในใจซูหงเหว่ยก็เป็นกังวลเช่นกัน แต่ก็ยังกัดฟันพูด“เมื่อเหลียงเอ๋อร์เลือกที่จะเดินทางนี้ พวกเราต้องสนับสนุน และหวังว่าจะไม่เลิกล้มเอากลางคัน”
“นอกจากนี้ ทั่วทั้งเขตเหนือ มีใครบ้างไม่สรรเสริญเหลียงเอ๋อร์ผู้เป็นวีรบุรุษบ้าง?เหลียงเอ๋อร์มีเลือดข้าในวัยหนุ่ม ปกป้องความสงบของเขตทางเหนือ แม้แต่ฝ่าบาทยังให้ความสำคัญแก่เขา”
นางเฉียวเช็ดน้ำตา ค่อยๆมองไปยังซูหงเหว่ย“นายท่าน ท่านอ๋องมาเพียงเรื่องของเหลียงเอ๋อร์เท่านั้นหรือเจ้าคะ ไม่ได้เอ่ยเรื่องอื่นใดใช่หรือไม่”
“เจ้าคิดว่าท่านอ๋องจะเอ่ยอันใด”
ซูหงเหว่ยเหลือบมอง “นี่ก็ดึกแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ”
ยามนี้ ไป๋หลี่จิ่นได้ออกจากจวนแม่ทัพไปแล้ว แต่กลับปรากฏกายขึ้นที่เรือนสวนป่าไผ่
ซูหนิงซีคืนนี้เข้านอนเร็ว และไฟในเรือนสวนป่าไผ่ก็ดับแล้ว ไป๋หลี่จิ่นมายังเตียงของซูหนิงซีอย่างเงียบๆ
ภายใต้แสงจันทร์และความเย็นด้านนอกหน้าต่าง มองดูใบหน้ายามหลับใหลของผู้เป็นที่รัก ไป๋หลี่จิ่นภายในใจไม่สามารถสงบนิ่งได้เลย
เขาก้มศรีษะลง และจูบบนหน้าผากของซูหนิงซีเบาๆ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้น
ยังคงต้องรออีกนานเท่าไหร่ เขาถึงจะได้มีนางในอ้อมกอดยามหลับใหลอย่างสงบสุข?
ไป๋หลี่จิ่นแอบถอนหายใจเบาๆ ในขณะที่กำลังจะจากไป เขาได้ยินเสียงของซูหนิงซีเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ข้าอยากกลับบ้าน”
ที่นี่ ไม่ใช่บ้านของนางหรือ
ไป๋หลี่จิ่นหยุดชะงัก
เชิงอรรถ
[1]ขิงแก่ย่อมเผ็ด สำนวนจีนแปลว่า คนที่มีประสบการณ์มากกว่า มักจะจัดการกับสิ่งต่างๆได้ดีกว่า
HELLOTOOL SDN BHD © 2020 www.readmeapps.com All rights reserved